Sunday, July 28, 2013

ทักทาย Jeff Jarvis แห่ง BuzzMachine ที่กรุงเทพฯ

ผมเจอ Jeff Jarvis ที่กรุงเทพฯเมื่อเร็ว ๆ นี้ เสียดายไม่มีเวลานั่งถกแถลงถึงโลกแห่งสื่อดิจัตัลอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะมีเวลาเจอกันน้อยนิด แกเดินเข้ามาทักทายหลังจากผมขึ้นเวทีพูดเรื่องวิถีปรับตัวของเครือเนชั่นในโลกของความเปลี่ยนแปลงฉับพลัน
แกเดินมาพร้อมกับคนฟังอีกหลายคน และบอกผมว่า "I like what you are doing."
ผมขอบคุณเขา และบอกว่าผมเป็นแฟนของ blog BuzzMachine มาช้านานแล้ว และได้อ่านหนังสือโด่งดัง What Would Google Do? มาหลายปีแล้ว
Jeff Jarvis เป็นนักหนังสือพิมพ์อเมริกัน และเป็นอาจารย์สอนหนังสือด้านสื่อยุคดิจิตัล อีกทั้่งยังเป็นนักวิพากษ์ทางทีวีในประเด็นเรื่องโลกสื่อสมัยที่เทคโนโลยีปรับเปลี่ยนตลอดเวลา
แกเขียนคอลัมน์ประจำใน MediaGuardian ของอังกฤษที่ตีพิมพ์ทุกสองสัปดาห์กับหนังสือพิมพ์ The Guardian ที่เอาจริงเอาจังกับวิวัฒนาการของโลกมีเดียอย่างยิ่ง
หนังสือ What Would Google Do? สะท้อนถึงความนิยมเลื่อมใสของเขาต่อ Google และแนะนำให้ธุรกิจและคนทั่วไปเลียนแบบสูตรความสำเร็จของกูเกิลในการสร้างตัวเองเป็นผู้ประกอบการทางอินเตอร์เน็ทอย่างน่าประทับใจ
แกบอกว่าในหนังสือไม่ได้เพียงแต่มอง Google อย่างนิยมชมชื่นจากระยะไกลเท่านั้น แต่ก็ยังเขียนถึงเรื่องราวที่น่าทึ่งของ Mark Zuckerberg แห่ง Facebook กับ Craig Newmark แห่ง Craigslist และ Jeff Bezos แห่ง Amazon อีกด้วย
Jeff Jarvis เป็นหนึ่งในนักคิดนักวิพากษ์เกี่ยวกับโลกมีเดียยุคใหม่ที่ผมติดตามและจับประเด็นเพื่อนำมาวิพากษ์และปรับความคิดในหลาย ๆ ด้านมาใช้ในชีวิตจริงของการทำสื่อในภาวะ Perfect Storm อย่างทุกวันนี้

Tuesday, July 16, 2013

สมัครงานผ่านทวิตเตอร์และยูทูปได้เลย!

ถ้าใครมาสมัครงานห้องข่าว, แทนที่จะอ่านใบสมัครและข้ออ้างอิงถุงวุฒิการศึกษากับประสบการณ์, ผมจะเข้าไปตรวจดู "digital profile" ของเขาหรือของเธอเป็นสำคัญ

เพราะหากผู้สนใจจะมีอาชีพทางด้านสื่อสารมวลชนยุคนี้ไม่มีความเคลื่อนไหวที่คึกคักในโลก social media ก็ย่อมไม่ใช่บุคคลที่น่าสนใจสำหรับผม เพราะใครคนนั้นอาจจะยังอยู่ในโลกของสื่ออดีต และไม่พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตนเองตามยุคสมัยที่เรียกร้องต้องการให้ทุกคนที่ทำสื่อของปรับตัวเพื่อทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์

เข้าไปตรวจดูทวิตเตอร์และเฟสบุ๊คของผู้สนใจจะมาร่วมงานแล้ว ก็ต้องเช็คลงไปในรายละเอียดว่าเขาหรือเธอทวิตบ่อยแค่ไหน โพสต์ข้อความหรือรูปในเฟซบุ๊คว่าอย่างไรบ้าง

และเพราะการเขียนข้อความในโซเชียลมีเดียมักจะเป็นไปในลักษณะ "ดิบ ๆ" จึงพอจะจับได้ว่าคน ๆ นั้นมีความสามารถในการเขียนหนังสือและสื่อสารด้วยภาษาที่ตรงกับความต้องการของผมหรือไม่

"บุคลิก" ของคนสะท้อนในโลกโซเชียลมีเดียได้ไม่น้อย เพราะทุกความเคลื่อนไหวของคนที่เข้าไปในชุมชนของโซเชียลมีเดียคือส่วนปลีกย่อยของวิธีคิดและวิถีปฏิบัติของคน ๆ นั้นที่หากรวมกันแล้วก็จะเห็นภาพรวมของบุคลิกของคนนั้นอย่างชัดเจนพอสมควร

อีกหน่อย ใครสมัครงานกองบรรณาธิการเครือเนชั่นก็เขียนข้อความในทวิตเตอร์ และส่งคลิบวีดีโอที่อัดและตัดต่อด้วยตนเอง ก็น่าจะตัดสินได้ว่าเราต้องการเขาหรือเธอคนนั้นมาร่วมงานหรือไม่

เพราะเราคงไม่ต้องการให้คนมาทำงานในฝ่ายข่าวต้องเรียนรู้เรื่องโซเชียลมีเดียตั้งแต่ ก. ไก่ ข. ไข่ ณ วันแรกของการเข้าทำงาน

คนข่าวยุคนี้กระโดดร่มจากท้องฟ้าลงถึงพื้นก็ต้องวิ่งได้เลย!

Saturday, June 8, 2013

เมื่อหนังสือพิมพ์มะกันโล๊ะช่างภาพทั้งแผนก

อยู่ดี ๆ หนังสือพิมพ์ Chicago Sun-Times ของสหรัฐฯก็ประกาศโล๊ะช่างภาพประจำทั้งหมด 28 คน สร้างความตื่นตะลึงให้กับช่างภาพมืออาชีพไปทั่วโลกกันทีเดียว
เพราะการตัดสินใจเช่นนั้นเป็นการตอกย้ำความกลัวที่มีมาระยะหนึ่งแล้วว่าหลายตำแหน่งให้ห้องข่าวอาจจะกำลังถูกประเมินใหม่เพื่อความอยู่รอดของสิ่งพิมพ์ที่กำลังดิ้นรนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในขณะที่รายได้จากโฆษณาและการขายหนังสือพิมพ์ร่วงหล่นลงมาตามลำดับ แม้ว่าสถิติล่าสุดจะยังยืนยันว่าหนังสือพิมพ์ในซีกตะวันออกของโลก (เอเซียเป็นหลัก) ยังมีอัตราโตได้ขณะที่ทางตะวันตกกำลังถูกระหน่ำด้วยสื่อดิจิตัลอย่างต่อเนื่องเช่นกราฟฟิกจากนิตยสาร The Economist ล่าสุดที่บอกว่า "สื่อสิ่งพิมพ์เหมือนดวงอาทิตย์...ขึ้นทางตะวันออก และตกทางตะวันตก"
หนังสือพิมพ์ Chicago Sun-Times อธิบายว่าที่ต้องปลดช่างภาพประจำออกก็เพื่อหันไปให้ความสำคัญกับการสร้างเนื้อหาที่เป็นวีดีโอที่ไปกับข่าว และเพื่อที่จะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ก็จะต้องปรับวิธีการบริหารสื่อหลากหลาย รวมถึงการทำงานด้านภาพ
แถลงการณ์ของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้บอกว่า:

"The Sun-Times business is changing rapidly and our audiences are consistently seeking more video content with their news. We have made great progress in meeting this demand and are focused on bolstereing our reporting capabilities with video and other multimedia elements. The Chicago Sun-Times continues to evolve with our digitally savvy customers, and as a result, we have had to restructure the way we manage multimedia, including photography, across the network..."

วิธีการทดแทนช่างภาพที่หายไปจากห้องข่าวของเขาก็คือการฝึกนักข่าวให้ใช้ iPhone เพื่อถ่ายรูปแทนช่างภาพที่หายไป
บรรณาธิการบริหาร Craig Newman เขียนบันทึกถึงคนข่าวที่เหลืออยู่ว่า

"In the coming days and weeks, we'll be working with all editorial employees to train and outfit you as much as possible to produce the content we need."

แน่นอนว่านโยบายเช่นนี้ย่อมได้รับเสียงคัดค้านต่อต้านจากช่างภาพอาชีพจำนวนหนึ่งที่นั่งยันยืนยันว่าการใช้นักข่าวหรือช่างภาพเฉพาะกิจที่เรียกว่า "ฟรีแลนซ์" มาทดแทนช่างภาพอาชีพที่ได้รับฝึกปรือและสั่งสมประสบการณ์มาช้านานนั้นย่อมเป็นหนทางที่ผิดพลาดเพราะความละเอียดอ่อนของช่างภาพอาชีพย่อมไม่อาจจะทดแทนโดยนักข่าวที่เพียงแค่กดปุ่มถ่ายภาพจากกล้องมือถือเท่านั้น
นั่นคือประเด็นของการถกเถียงที่คงจะต้องดำเนินต่อไป อยู่ทีว่าคุณยืนอยู่ตรงไหนของ "สี่แยกแห่งความเปลี่ยนแปลงอันหนักหน่วงและรุนแรง" แห่งนี้
แต่เมื่อผู้บริโภคข่าวสารข้อมูลต้องการข้อมูลข่าวสารที่เป็นวีดีโอมากขึ้น และภาพนิ่งมีการใช้ที่จำกัด หรือค่าใช้จ่ายในการบริหารห้องข่าวมีสูงกว่ารายได้ของสื่อสิ่งพิมพ์ การตัดสินใจของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวอีกรอบหนึ่งในห้องข่าวส่วนอื่น ๆ ของโลกก็ได้
ในห้องข่าวหลอมรวม Convergent Newsroom ของเครือเนชั่นได้มีการปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว นั่นคือการฝึกให้ช่างภาพหนังสือพิมพ์เรียนรู้ทักษะการถ่ายวีดีโอควบคู่กับการทำงานประจำ อีกทั้งยังเปิดการฝึกสอนวิธีการตัดต่อและการรายงานภาพและข่าว breaking news ผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างคล่องแคล่ว
ผู้ที่ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้คือผู้ที่ไม่ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เราเห็นอยู่รอบ ๆ ตัวเราขณะนี้, ไม่ว่าจะเป็นห้องข่าวที่สหรัฐฯ, ยุโรป, เอเซียนหรือรอบ ๆ บ้านเราก็ตาม



Sunday, May 12, 2013

Back to the Future ด้วย "เสียง"

คุณเทพชัย หย่องกับผมกลับมาทำรายการวิทยุอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนานพอสมควรเพราะเราเชื่อว่า "เสียง" จะกลับมามีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์สื่อดิจิตัลที่กำลังร้อนแรงอีกวาระหนึ่ง
ความจริงในประสบการณ์การทำสื่อของผม "เสียง" ไม่เคยลดความสำคัญในการสื่อสารกับผู้บริโภคข่าวสาร อยู่ที่เราจะใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำหน้าที่เป็นคนข่าวมืออาชีพได้อย่างไรเท่านั้น
เพราะ "เสียง" คือสื่อที่สะท้อนความใกล้ชิดระหว่างคนทำข่าวกับผู้รับสารได้ดีที่สุด และความผูกพันของคนข่าวกับคนฟังผ่านเสียงนั้นยั่งยืนยาวนานและถาวรที่สุด...มากกว่าคลิบวีดีโอและตัวหนังสือด้วยซ้ำไปหากเรารู้จักใช้เสียงในการรายงานและวิเคราะห์ความเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ว่าการฟัง "วิทยุ" จะลดน้อยลง แต่ผู้คนก็ฟังเสียงผ่านสมาร์ทโฟน, เว็บไซท์และช่องทางอินเตอร์เน็ทต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจำนวนคนที่รับสารผ่านเสียงจึงไม่ได้ลดน้อยลง ตรงกันข้ามกลับจะมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เพราะคุณสามารถใช้เสียงติดต่อสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคข่าวสารได้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลาแม้ผู้เสพข่าวสารจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
ดังนั้น การกลับมาจัดรายการด้วย "เสียง" ของผมและคุณเทพชัยจึงเป็นปรากฏการณ์ Back to the Future อย่างมีความหมายยิ่ง
ฟังเราได้ทาง FM90.5 เช้า 9.30 น และตอนเย็น 18.30 น. จันทร์ถึงศุกร์ และฟังได้ตลอดเวลาที่ www.nation-radio.co.th หรือผ่านบล็อก www.oknation.net/blog/cheepajornlok และ www.soundcloud.com กับ Facebook และ Twitter

Thursday, May 9, 2013

Facebook ในบทบาทเป็น Rolodex ยุคดิจิตัลสำหรับคนข่าว

คนข่าวยุคนี้หากไม่รู้จักใช้โซเชียลมีเดียในการทำงานอาจจะถูกเพื่อล้อเลียนว่า "เสียชาติเกิด" กันทีเดียว
เพราะการเกาะติดข่าวนาทีต่อนาที การนัดหมายแหล่งข่าว การหาประเด็นข่าว รวมไปถึงการค้นข้อข้อมูลและเสาะหาเบื้องหลังเรื่องราวต่าง ๆ นั้นสามารถทำผ่านทวิตเตอร์, ยูทูป, เฟซบุ๊คและเครื่องมือเครือข่ายสังคมได้อย่างมากมายตลอดเวลา
มีคนเปรียบเฟซบุ๊คเป็นเหมือน Rolodex สมัยใหม่สำหรับนักข่าวสำหรับ
๑. หาแหล่งข่าวด้วยการเข้าไปพิมพ์ข้อความหรือชื่อคน
๒. ติดต่อสัมพันธ์กับคนอ่าน
๓. ใช้เฟซบุ๊คเป็นฐานสำหรับการเล่าเรื่องให้กับผู้คนทั้งหลายเพื่อเสริมความเข้มข้นของงานคนข่าวไม่ว่าจะทำหนังสือพิมพ์, ทีวี, วิทยุ, เว็บไซท์หรือเป็นคนเขียนการ์ตูน, ทำ animations และ data journalism
ข้อสำเหนียกสำหรับคนข่าวมืออาชีพคือไม่ควรใช้ social media เพียงเพื่อโพสต์รูปและข้อความรำพึงรำพันความไม่พอใจในชีวิตของตน หรือถ่ายรูปอาหารที่กินเท่านั้น หากแต่ควรจะต้องสามารถใช้เป็น platforms สำหรับการทำหน้าที่เป็นคนข่าวมืออาชีพที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคข่าวสารและเนื้อหาอย่างต่อเนื่องและด้วยมาตรฐานระดับสูงด้วย

Saturday, April 20, 2013

จิตวิญญาณของคนข่าว

นี่ไงวิญญาณนักข่าวที่แท้จริง...ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวยุคเก่าหรือยุคดิจิตัล ความสำคัญอยู่ที่จิตวิญญาณของการทำหน้าที่
นักข่าวสาวคนนี้กำลังเข้าพิธีแต่งงานของตัวเอง แต่ระหว่างทำพิธีก็มีข่าวแผ่นดินไหวที่เสฉวน ตายเป็นร้อยและบาดเจ็บหลายพัน เธอไม่ลังเลเลยที่จะวิ่งออกจากงานแต่งงานของตัวเองเพื่อเช็คข่าวและทำหน้าที่รายงานสดให้ทีวีช่องของเธอก่อนที่จะกลับไปทำพิธีต่อ
ข่าวไม่ได้บอกว่าแฟนของเธอมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าคนดูข่าวจะต้องประทับใจกับความเสียสละของเธอในการตัดสินใจทำหน้าที่ให้คนดูก่อนที่จะเป็นห่วงภารกิจส่วนตัวของตนเอง
พรุ่งนี้ของคนบ้าข่าวก็ยังต้องอาศัยวิญญาณแห่งการทำงานที่ไม่เลือกเวลา, สถานที่หรือภารกิจส่วนตน

Monday, April 15, 2013

บีบีซีพลาดท่ากับกลยุทธ "รายงานแอบอำพราง"

บีบีซีมีประเด็นถูกวิจารณ์ว่าใช้นักศึกษาเป็น "โล่มนุษย์" ในการซ่อนตัวไปทำข่าวเกาหลีเหนือ (นักข่าว John Sweeney เปิดหน้าในรายงานพิเศษ) เพราะไม่บอกกล่าวกันให้ชัดเจนก่อนจะ "ปฏิบัติการลับ" ครั้งนี้
เรื่องของเรื่องคือนักข่าวบีบีซีคนนี้, กับภรรยาและ producer อีกคนหนึ่งของสารคดีชื่อดัง Panorama เข้าไปเกาหลีเหนือกับนักศึกษาจาก London School of Economics 10 คน
ทีมข่าวบีบีซีอ้างว่าได้แจ้งกับคณะนักศึกษาชุดนี้แล้วว่าจะแอบถ่ายทำสารคดีชุดนี้โดยทำเสมือนหนึ่งว่าเป็นส่วนหนึ่งของคณะนักศึกษา
นักศึกษาบางคนบอกทีหลังว่าทีมข่าวบีบีซีไม่ได้พูดชัด ๆ อย่างนั้น หรือบอกแต่ไม่ได้บอกทุกคน ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องว่าจะยอมเป็น "เครื่องมือ" หรือ "เกราะกำบัง" ให้กับทีมข่าวหรือไม่
มารู้อีกทีก็เมื่อถ่ายทำเสร็จแล้ว จึงเรียกร้องขอให้บีบีซีระงับการออกอากาศสารคดีชุดนี้เพราะทางมหาวิทยาลัยเห็นว่าบีบีซีได้ละเมิดความน่าเชื่อถือของนักศึกษาในเรื่องนี้
แต่บีบีซียืนยันว่าจะออกอากาศอยู่ดีเพราะถือว่า "สิทธิของการรับรู็ข่าวสารของประชาชน" สำคัญกว่าประเด็นที่ทางมหาวิทยาลัยยกขึ้นมาวิจารณ์บีบีซี
ผู้อำนวยการของ LSE บอกว่าการกระทำของนักข่าวบีบีซีเช่นนี้สุ่มเสี่ยงกับการที่เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือรู้เข้า และจับกุมนักศึกษาทั้งคณะในฐานะเข้าประเทศอย่างซ่อนเร้น
หนึ่งในนักศึกษาอายุเพียง 18 ปี หากเกิดเรื่องเกิดราวก็อาจจะถูกจับขังเดี่ยวในคุกเกาหลีเหนือที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการอยู่ขณะนี้ โดยเฉพาะในขณะที่มีความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้และสหรัฐฯเรื่องการทดลองขีปนาวุธอยู่ด้วย
นักเรียนบางคนบอกว่าไม่รู้ว่านอกจากนักข่าวคนนี้แล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่บีบีซีอีกสองคนที่ไปร่วมคณะที่ปักกิ่งก่อนบินไปเปียงยาง
นักศึกษาสามคนในคณะได้ร้องเรียนต่อบีบีซีว่าหากเอารูปพวกเขาออกอากาศจะมีความเสี่ยงต่อชีวิตของพวกเขาได้ บีบีซียอมใช้เครื่องมือปิดหน้านักศึกษาเหล่านี้
แต่ผู้อำนวยการของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งนี้บอกว่าเหตุการณ์นี้จะมีผลกระทบทางลบต่องานวิชาการในประเทศต่าง ๆ อย่างมาก
ผมเห็นว่าบีบีซีพลาดอย่างจังที่ไม่ขอความเห็นชอบจากทางนักศึกษาและมหาวิทยาลัยก่อนที่จะใช้วิธี "รายงานอำพราง" อย่างนี้ทั้ง ๆ ที่โดยหลักของการทำข่าวลักษณะนี้จะต้องมีความโปร่งใสชัดเจนและตรงไปตรงมากับคนที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะหากมีความเป็นไปได้ว่าคนที่ร่วมคณะและไม่ได้เป็นพนักงานของสำนักข่าวนั้นอาจจะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงกับอันตรายเช่นกรณีเกาหลีเหนือนี้
งานนี้ผมเชื่อว่า BBC ต้องขอโทษ LSE อย่างเป็นทางการและต้องแก้ไขวิธีการทำงานทำนองนี้ในอนาคตให้เรียกฟื้นความน่าเชื่อถือให้ได้
กิ้งกือตกท่อได้จริง ๆ