Sunday, May 12, 2013

Back to the Future ด้วย "เสียง"

คุณเทพชัย หย่องกับผมกลับมาทำรายการวิทยุอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนานพอสมควรเพราะเราเชื่อว่า "เสียง" จะกลับมามีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์สื่อดิจิตัลที่กำลังร้อนแรงอีกวาระหนึ่ง
ความจริงในประสบการณ์การทำสื่อของผม "เสียง" ไม่เคยลดความสำคัญในการสื่อสารกับผู้บริโภคข่าวสาร อยู่ที่เราจะใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำหน้าที่เป็นคนข่าวมืออาชีพได้อย่างไรเท่านั้น
เพราะ "เสียง" คือสื่อที่สะท้อนความใกล้ชิดระหว่างคนทำข่าวกับผู้รับสารได้ดีที่สุด และความผูกพันของคนข่าวกับคนฟังผ่านเสียงนั้นยั่งยืนยาวนานและถาวรที่สุด...มากกว่าคลิบวีดีโอและตัวหนังสือด้วยซ้ำไปหากเรารู้จักใช้เสียงในการรายงานและวิเคราะห์ความเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ว่าการฟัง "วิทยุ" จะลดน้อยลง แต่ผู้คนก็ฟังเสียงผ่านสมาร์ทโฟน, เว็บไซท์และช่องทางอินเตอร์เน็ทต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจำนวนคนที่รับสารผ่านเสียงจึงไม่ได้ลดน้อยลง ตรงกันข้ามกลับจะมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เพราะคุณสามารถใช้เสียงติดต่อสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคข่าวสารได้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลาแม้ผู้เสพข่าวสารจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
ดังนั้น การกลับมาจัดรายการด้วย "เสียง" ของผมและคุณเทพชัยจึงเป็นปรากฏการณ์ Back to the Future อย่างมีความหมายยิ่ง
ฟังเราได้ทาง FM90.5 เช้า 9.30 น และตอนเย็น 18.30 น. จันทร์ถึงศุกร์ และฟังได้ตลอดเวลาที่ www.nation-radio.co.th หรือผ่านบล็อก www.oknation.net/blog/cheepajornlok และ www.soundcloud.com กับ Facebook และ Twitter

Thursday, May 9, 2013

Facebook ในบทบาทเป็น Rolodex ยุคดิจิตัลสำหรับคนข่าว

คนข่าวยุคนี้หากไม่รู้จักใช้โซเชียลมีเดียในการทำงานอาจจะถูกเพื่อล้อเลียนว่า "เสียชาติเกิด" กันทีเดียว
เพราะการเกาะติดข่าวนาทีต่อนาที การนัดหมายแหล่งข่าว การหาประเด็นข่าว รวมไปถึงการค้นข้อข้อมูลและเสาะหาเบื้องหลังเรื่องราวต่าง ๆ นั้นสามารถทำผ่านทวิตเตอร์, ยูทูป, เฟซบุ๊คและเครื่องมือเครือข่ายสังคมได้อย่างมากมายตลอดเวลา
มีคนเปรียบเฟซบุ๊คเป็นเหมือน Rolodex สมัยใหม่สำหรับนักข่าวสำหรับ
๑. หาแหล่งข่าวด้วยการเข้าไปพิมพ์ข้อความหรือชื่อคน
๒. ติดต่อสัมพันธ์กับคนอ่าน
๓. ใช้เฟซบุ๊คเป็นฐานสำหรับการเล่าเรื่องให้กับผู้คนทั้งหลายเพื่อเสริมความเข้มข้นของงานคนข่าวไม่ว่าจะทำหนังสือพิมพ์, ทีวี, วิทยุ, เว็บไซท์หรือเป็นคนเขียนการ์ตูน, ทำ animations และ data journalism
ข้อสำเหนียกสำหรับคนข่าวมืออาชีพคือไม่ควรใช้ social media เพียงเพื่อโพสต์รูปและข้อความรำพึงรำพันความไม่พอใจในชีวิตของตน หรือถ่ายรูปอาหารที่กินเท่านั้น หากแต่ควรจะต้องสามารถใช้เป็น platforms สำหรับการทำหน้าที่เป็นคนข่าวมืออาชีพที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคข่าวสารและเนื้อหาอย่างต่อเนื่องและด้วยมาตรฐานระดับสูงด้วย

Saturday, April 20, 2013

จิตวิญญาณของคนข่าว

นี่ไงวิญญาณนักข่าวที่แท้จริง...ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวยุคเก่าหรือยุคดิจิตัล ความสำคัญอยู่ที่จิตวิญญาณของการทำหน้าที่
นักข่าวสาวคนนี้กำลังเข้าพิธีแต่งงานของตัวเอง แต่ระหว่างทำพิธีก็มีข่าวแผ่นดินไหวที่เสฉวน ตายเป็นร้อยและบาดเจ็บหลายพัน เธอไม่ลังเลเลยที่จะวิ่งออกจากงานแต่งงานของตัวเองเพื่อเช็คข่าวและทำหน้าที่รายงานสดให้ทีวีช่องของเธอก่อนที่จะกลับไปทำพิธีต่อ
ข่าวไม่ได้บอกว่าแฟนของเธอมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าคนดูข่าวจะต้องประทับใจกับความเสียสละของเธอในการตัดสินใจทำหน้าที่ให้คนดูก่อนที่จะเป็นห่วงภารกิจส่วนตัวของตนเอง
พรุ่งนี้ของคนบ้าข่าวก็ยังต้องอาศัยวิญญาณแห่งการทำงานที่ไม่เลือกเวลา, สถานที่หรือภารกิจส่วนตน

Monday, April 15, 2013

บีบีซีพลาดท่ากับกลยุทธ "รายงานแอบอำพราง"

บีบีซีมีประเด็นถูกวิจารณ์ว่าใช้นักศึกษาเป็น "โล่มนุษย์" ในการซ่อนตัวไปทำข่าวเกาหลีเหนือ (นักข่าว John Sweeney เปิดหน้าในรายงานพิเศษ) เพราะไม่บอกกล่าวกันให้ชัดเจนก่อนจะ "ปฏิบัติการลับ" ครั้งนี้
เรื่องของเรื่องคือนักข่าวบีบีซีคนนี้, กับภรรยาและ producer อีกคนหนึ่งของสารคดีชื่อดัง Panorama เข้าไปเกาหลีเหนือกับนักศึกษาจาก London School of Economics 10 คน
ทีมข่าวบีบีซีอ้างว่าได้แจ้งกับคณะนักศึกษาชุดนี้แล้วว่าจะแอบถ่ายทำสารคดีชุดนี้โดยทำเสมือนหนึ่งว่าเป็นส่วนหนึ่งของคณะนักศึกษา
นักศึกษาบางคนบอกทีหลังว่าทีมข่าวบีบีซีไม่ได้พูดชัด ๆ อย่างนั้น หรือบอกแต่ไม่ได้บอกทุกคน ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องว่าจะยอมเป็น "เครื่องมือ" หรือ "เกราะกำบัง" ให้กับทีมข่าวหรือไม่
มารู้อีกทีก็เมื่อถ่ายทำเสร็จแล้ว จึงเรียกร้องขอให้บีบีซีระงับการออกอากาศสารคดีชุดนี้เพราะทางมหาวิทยาลัยเห็นว่าบีบีซีได้ละเมิดความน่าเชื่อถือของนักศึกษาในเรื่องนี้
แต่บีบีซียืนยันว่าจะออกอากาศอยู่ดีเพราะถือว่า "สิทธิของการรับรู็ข่าวสารของประชาชน" สำคัญกว่าประเด็นที่ทางมหาวิทยาลัยยกขึ้นมาวิจารณ์บีบีซี
ผู้อำนวยการของ LSE บอกว่าการกระทำของนักข่าวบีบีซีเช่นนี้สุ่มเสี่ยงกับการที่เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือรู้เข้า และจับกุมนักศึกษาทั้งคณะในฐานะเข้าประเทศอย่างซ่อนเร้น
หนึ่งในนักศึกษาอายุเพียง 18 ปี หากเกิดเรื่องเกิดราวก็อาจจะถูกจับขังเดี่ยวในคุกเกาหลีเหนือที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการอยู่ขณะนี้ โดยเฉพาะในขณะที่มีความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้และสหรัฐฯเรื่องการทดลองขีปนาวุธอยู่ด้วย
นักเรียนบางคนบอกว่าไม่รู้ว่านอกจากนักข่าวคนนี้แล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่บีบีซีอีกสองคนที่ไปร่วมคณะที่ปักกิ่งก่อนบินไปเปียงยาง
นักศึกษาสามคนในคณะได้ร้องเรียนต่อบีบีซีว่าหากเอารูปพวกเขาออกอากาศจะมีความเสี่ยงต่อชีวิตของพวกเขาได้ บีบีซียอมใช้เครื่องมือปิดหน้านักศึกษาเหล่านี้
แต่ผู้อำนวยการของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งนี้บอกว่าเหตุการณ์นี้จะมีผลกระทบทางลบต่องานวิชาการในประเทศต่าง ๆ อย่างมาก
ผมเห็นว่าบีบีซีพลาดอย่างจังที่ไม่ขอความเห็นชอบจากทางนักศึกษาและมหาวิทยาลัยก่อนที่จะใช้วิธี "รายงานอำพราง" อย่างนี้ทั้ง ๆ ที่โดยหลักของการทำข่าวลักษณะนี้จะต้องมีความโปร่งใสชัดเจนและตรงไปตรงมากับคนที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะหากมีความเป็นไปได้ว่าคนที่ร่วมคณะและไม่ได้เป็นพนักงานของสำนักข่าวนั้นอาจจะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงกับอันตรายเช่นกรณีเกาหลีเหนือนี้
งานนี้ผมเชื่อว่า BBC ต้องขอโทษ LSE อย่างเป็นทางการและต้องแก้ไขวิธีการทำงานทำนองนี้ในอนาคตให้เรียกฟื้นความน่าเชื่อถือให้ได้
กิ้งกือตกท่อได้จริง ๆ

Wednesday, April 3, 2013

เด็กวัย 15 กับ apps Summly 900 ล้าน

พอข่าวบอกว่า Yahoo! ตัดสินใจซื้อ Summly ซึ่งเป็น apps สรุปประเด็นข่าวให้เหลือไม่เกิน 400 อักษร (มากกว่า 140 ของทวิตเตอร์แต่สั้นกว่าประโยคเต็ม ๆ ของข่าวและบทความส่วนใหญ่) วงการข่าวออนไลน์และสื่อก็ต้องฮือฮา
เพราะเจ้าของ apps นี่อายุเพียง 15 ปีชื่อ Nick D'Aloisio ซึ่งคิดสร้างแอปส์นี้ที่บ้านลอนดอนเหมือนเป็นของเล่นยามว่าง
แต่กลายเป็นธุรกิจใหญ่เพราะข่าวบอกว่ายาฮู! ซื้อด้วยสนนราคา 30 ล้านเหรียญหรือเกือบ 900 ล้านบาททีเดียว
แกบอกว่าความคิดสร้าง apps สรุปประเด็นข่าวเป็นบริการผู้คนทั้งหลายทั้งบนคอมพิวเตอร์และในมือถือก็เพราะวัน ๆ มีข่าวและเรื่องราวให้อ่ื่นล้นหลาม ไม่สามารถจะย่อยได้ทัน เป็นภาระหนักอึ้งแสนสาหัส จึงหาทางสร้างเครื่องมือออนไลน์ที่จะช่วยสรุปประเด็นข่าวให้อย่างสั้น ๆ สะดวกต่อไปพกพาและติดตามเรื่องราวอย่างใกล้ชิด
และยังแยกแยะตามความต้องการและรสนิยมของแต่ละคนด้วย
สำหรับคนข่าวยุคดิจิตัล นี่คืออีกสัญญาณหนึ่งที่ตอกย้ำว่าการนำเสนอข่าวและเนื้อหาในอนาคตจะต้องมีนวัตกรรมในการย่นย่อและปรับให้สอดคล้องกับวิถีชิวิตคนยุคนี้ในทุกรูปแบบ
Summly เป็นเพียงหนึ่งในรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจและโดนใจคนที่ต้องการรู้ทุกอย่างที่ผ่านตา ขณะเดียวกันก็สามารถหาอ่านรายงานเต็ม ๆ ได้เมื่อมีเวลาว่างสำหรับความสนใจในภาพกว้างและลึก
อายุ 15 ก็รวยได้ฉับพลันถ้าคิดนอกกรอบและไปนั่งในใจของผู้บริโภค content วันนี้! 

Friday, March 29, 2013

เรียกมันว่า Drone Journalism

กองบรรณาธิการเครือเนชั่นกำลังสั่งเครื่องร่อน Drone ไร้คนขับมาเป็นส่วนหนึ่งของการรายงานข่าวแล้ว...เพราะ Drone Journalism กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันที่สหรัฐฯ ถึงขั้นมีการสอนวิชานี้ให้กับนักศึกษากันในวิชานิเทศศาสตร์กันแล้ว
ความจริงการใช้เครื่องบินเล็กบังคับได้เพื่อลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อบันทึกภาพจากข้างบนได้มีการลองใช้กันบ้างแล้วในเมืองไทย แต่ยังไม่ได้ทำกันอย่างเป็นฝั่งเป็นฝานัก
เมื่อสนนราคาของเครื่องบินไร้คนขับ (ยังไม่ถึงกับเป็น Stealth หรือ "เครื่องบินล่องหน" อย่างที่อเมริกาส่งมาบินเหนือเกาหลีใต้เพื่อแสดงแสนยานุภาพให้เกาหลีเหนือได้เห็น) เริ่มจะถูกลง ก็ถึงจังหวะที่ Convergent Newsroom ของเครือเนชั่นจะนำมาใช้ให้คึกคักเพื่อเสริมงานด้านข่าวอย่างจริงจัง
ผมกำลังคิดจะใช้ "ฝูงบินโดรน" ขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อถ่ายทอดสดบางสถานการณ์ที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ดูรายการข่าวทางโทรทัศน์ของเรากันทีเดียว
 ความจริง Drone Journalism มีประโยชน์มากมายหลายด้านเช่น
๑. ทำข่าวและถ่ายภาพจากบนท้องฟ้าได้ไม่ว่าจะเป็นข่าวจราจรติดขัด, ข่าวอากาศ, อุบัตเหตุหรือภัยธรรมชาติรวมถึงสภาพอากาศเป็นพิษหรือตำรวจตามล่าผู้ร้ายเป็นต้น
แต่ก่อนต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ราคาแพงจึงจะรายงานข่าวจากข้างบนได้ แต่วันนี้เมื่อมี Drone แล้ว อะไร ๆ ก็ง่ายขึ้น และใครที่กระโดดเข้าใช้โดรนก่อนก็จะได้เปรียบก่อน
๒. เครื่องบินโดรนไม่ใช่จะเพียงแค่ทำหน้าที่เก็บภาพสวย ๆ จากที่สูงเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้อุปกรณ์ที่เป็น sensor เพื่อเก็บข้อมูลหรือสแกนเพื่อประเมินสถานการณ์เขตน้ำท่วม, น้ำมันหรือสารเคมีรั่วลงน้ำ, หรือเก็บข้อมูลทางภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย
๓. โดรนสามารถช่วยให้นักข่าวและช่างภาพทำหน้าที่ของตัวได้ได้ปลอดภัยหรือเสี่ยงน้อยลงขณะทำข่าวที่มีโอกาสสุ่มเสี่ยงต่ออันตรายได้
อีกไม่นานเกินรอ เตรียมพบกับ "กองกำลังฝูงโดรน" ของเครือเนชั่นบนน่านฟ้าเพื่อรายงานข่าวและภาพอย่างคึกคักยิ่ง

Tuesday, March 26, 2013

ว่าด้วยพิมพ์ดีดและกระดาษชำระ

ภาพนี้ทำให้ผมคิดถึงคำว่า "yellow journalism" หรือ "smelly journalism" หรือข่าวสารขยะเหม็นเน่าที่คละเคล้าสื่อในบางประเภทบางเวลาซึ่งทำให้คนข่าวต้องตั้งคำถามและตรวจสอบทั้งเพื่อนร่วมอาชีพและตัวเองตลอดเวลา
คุณภาพข่าว "เหม็น ๆ" อย่างนี้แม้ภาพนี้จะสะท้อนจากเครื่องพิมพ์ดีดเก่า ๆ ที่พิมพ์อยู่บนกระดาษชำระในห้องส้วม แต่ในยุคดิจิตัลวันนี้, การส่งข่าวสารถึงกันและกันอย่างสะดวกรวเร็ววินาทีต่อวินาทีก็มิใช่รอดพ้นจากปัญหานี้ ตรงกันข้าม "ขยะข่าว" จะมากกว่เดิมด้วยซ้ำไป เพราะปริมาณข่าวสารที่ส่งถึงกันมีล้นหลามและไม่มีใครตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำไปทัน จึงยังต้องอาศัย "สื่ออาชีพ" ที่ต้องรักษามาตรฐานแห่งวิชาชีพไว้อย่างเหนียวแน่น หากยังจะดำรงไว้ซึ่งบทบาทแห่งความน่าเชื่อถือของตน