Saturday, June 2, 2012

คนข่าวต้องสร้าง 'นวัตกรรม' กระบวนการทำข่าว

ถ้า content คือ king ...distribution ก็ต้องเป็น queen แห่งวงการสื่อในยุคดิจิตัล เพราะเนื้อหาและการกระจายไปถึงผู้บริโภคจะต้องเดินเคียงคู่กันอย่างสนิทสนมแน่นแฟ้นอย่างชนิดที่พรากจากกันไม่ได้เป็นอันขาด

ซึ่งหมายความว่าวิธีทำงานของคนข่าวจะต้องเข้าสู่ยุคนวัตกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

การใช้เครื่องมือ (tools) และพัฒนาทักษะ (skills) ใหม่ ๆ ที่มากับยุคดิจิตัลกลายเป็น "ความจำเป็น" สำหรับคนข่าว มิใช่เรื่องที่เลือกจะ "เล่น" หรือ "ไม่เล่น" ก็ได้อีกต่อไป

บางคนบอกด้วยซ้ำว่าคนข่าวหนึ่งคนในยุคหน้า (ที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้) จะต้องสามารถทำงานได้เท่ากับนักข่าวในยุคเก่า 5 คนเพราะความคล่องตัวของคนข่าวยุคดิจิตัลมีสูงกว่าในอดีต

และที่ฟังแล้วน่ากลัวกว่าคือสื่อในสมัยใหม่จะไม่มีเงินมากพอที่จะมีทีมงานจำนวนมากมายเหมือนแต่ก่อนเก่าอีกต่อไป

คำว่า "นวัตกรรมกระบวนการทำข่าว" หรือ innovate the news-gathering process จึงกลายเป็นเรื่องที่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ เราจะพร้อมหรือไม่พร้อมก็ตาม

เว็บสังคมก็ไม่ต่างอะไรกับ "จัตุรัสสาธารณะ"ที่ใคร ๆ ก็สามารถผลิตเนื้อหาไปสู่ผู้บริโภคได้ด้วยคลิกเดียวเท่านั้น

องค์กรข่าวจะต้องปรับตัวด้วยการปฏิรูปห้องข่าวให้เป็น integrated, convergent newsrooms ที่ฝึกให้คนข่าวสามารถผลิตตัวหนังสือ, วีดีโอ, เสียง, กราฟฟิคอินเตอร์แอคทิฟ, applications, games และอื่น ๆ แล้วแต่ว่าเทคโนโลยีจะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า

หลายองค์กรข่าวที่ทันสมัยใช้วัดผลด้วย metrics เพื่อประเมินผลการทำงานว่ามีผู้คนสนใจและตอบสนองมากน้อยเพียงใด เพื่อจะสามารถปรับเนื้อหาและการนำเสนอให้สอดคล้องกับความต้องการอย่างฉับพลันทันที

บางแห่งเสนอพาดหัวสองอย่างให้ผู้บริโภคเลือกก่อนที่บรรณาธิการตัดสิน

ที่สำคัญกว่านั้นคือคนทำข่าวได้ปรับการกระจายเนื้อหาไปยังที่ ๆ คนอ่านคนดูและคนฟังหนาแน่นที่สุด

ซึ่งหนีไม่พ้นว่าจะเป็นในเครือข่ายสังคมและโทรศัพท์มือถือ หรืออะไรที่เคลื่อนที่ได้ตลอดเวลาในลักษณะ anywhere, anytime, anyhow

นั่นก็คือ social กับ mobile

การทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนในยุคนี้จึงหมายถึงการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง มิใช่การแจ้งข่าวให้ทราบด้านเดียวอย่างที่เป็นไปหลายสิบปีอีกต่อไป

สื่อจึงต้องมองตัวเองมากกว่าเพียงแค่ผู้ผลิตเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังเป็น platforms สำหรับเนื้อหาอีกด้วย

ก้าวต่อไปคือการทำตัวเป็น "เครือข่ายสังคมแห่งข่าวสาร" หรือ social network for news ที่จะทำหน้าที่เป็นคนเลือก, รวบรวม, ส่งต่อ, และแชร์กับคนอื่น ๆ ในแวดวงต่าง ๆ ด้วยที่เรียกว่า curator

นักข่าวจึงไม่ใช่แค่คนทำข่าวหรือ reporters แต่เป็น curator ด้วยเพราะบทบาท gatekeeper จะปรับเป็นผู้ประสานและกระจายข่าวสารและข้อมูลให้คนในสังคมให้กว้างขวาง, ทันควันและส่งเสริมให้แสดงความเห็นต่อเนื่องด้วย

มองย้อนกลับไปที่การเรียนการสอนวิชาสื่อสารมวลชน ก็จำเป็นต้องให้คนข่าวรุ่นต่อไปได้เรียนทั้งวิชา journalism และ computer science บางด้านที่เกี่ยวกับทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อทำหน้าที่เป็น digital journalist ที่พร้อมจะสื่อสารผ่าน multiple platforms อย่างพร้อมทุกด้าน

วัฒนธรรมและลำดับชั้นของคนข่าวในห้องข่าวดิจิตัลจึงต้องปรับเปลี่ยนไปอย่างกว้างขวางและหนักหน่วง


Sunday, May 27, 2012

วอเรน บัฟเฟตบอกหนังสือพิมพ์ยังมีอนาคตถ้า....

อย่างน้อย มหาเศรษฐีนักลงทุนอย่างวอเรน บัฟเฟตก็ยังประกาศแสดงความมั่นใจในอนาคตของหนังสือพิมพ์...และกวาดซื้อหนังสือพิมพ์หลายฉบับโดยเฉพาะที่เน้นในการรายงานข่าวท้องถิ่นและให้ความใส่ใจกับการเป็นส่วนสำคัญของชุมชนของตนอย่างใกล้ชิด

แปลว่าหนังสือพิมพ์ยักษ์ ๆ ในอเมริกาอาจจะเจอวิกฤตเรื่องรายได้และผู้อ่าน แต่หากหนังสือพิมพ์ชุมชนสามารถทำให้คนอ่านที่แคร์ต่อความเป็นไปของเมืองของตน, ความต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ก็ยังจะมีความเข้มข้นอยู่

ลงท้ายก็อยู่ที่ความสามารถในการทำให้สื่อของตนเองมีความหมายต่อชีวิตประจำวันของคนอ่านนั่นแหละ

Wednesday, April 18, 2012

ข่าวชั้นเทพทำผ่านแพลตฟอร์มใด...ไม่สำคัญ


นักข่าวสายทหารของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ Huffington Post ชื่อเดวิด วู้ดคนนี้บอกว่าตื่นเต้นมากที่ได้รางวัล Pulitzer จากผลงานข่าวเจาะเกี่ยวกับชีวิตทหารที่กลับจากสมรภูมิอัฟกานิสาถนและอิรักพร้อมด้วยความบาดเจ็บที่ยากจะเยียวยาโดยเฉพาะทางด้านจิตใจ

เขาได้รางวัลสุดยอดการทำข่าวประจำปีประเภท "national reporting" อย่างที่เขาไม่เคยคาดหมายมาก่อน

คณะกรรมการรางวัลพูลิซเซอร์ได้ยอมรับว่าสื่อออนไลน์ก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่าสื่อดั้งเดิมในการทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้นนักข่าวไม่ว่าจะทำหน้าที่ขุดคุ้ย, เจาะหาความจริงเพื่อประชาชนผ่านแพลตฟอร์มใดกำลังได้รับการยอมรับในฐานะ "มืออาชีพ"ได้เช่นกัน

อย่างที่นายเดวิด วู้ดพูดไว้อย่างน่าฟังว่า

"การทำข่าวชั้นเทพนั้น คุณทำผ่านสื่อใดหรือแพลตฟอร์มใด ๆ ได้ทั้งสิ้น" (You can do great journalism from any platform."

หัวใจของคนข่าวที่มีความสามารถ และสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นย่อมมี "กลยุทธ" ในการทำงานไม่ต่างกัน นั่นคือการมีความเป็นอิสระ, การกล้านำความจริงมาเปิดเผย, การตรวจสอบข่าวสารและข้อมูลอย่างรอบด้าน, การไร้อคติและปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน,
และทุ่มเทอดทนกับหน้าที่ของตน

เขาบอกว่าหลักการทำงานในการเจาะข่าวของเขาคือ "Think about your subject, ask good questons, be a continuously a good listener and go deep."

ชัด ๆ ง่าย ๆ ก็คือขอให้คิดใคร่ครวญเกี่ยวกับหัวเรื่องที่เกาะติดอย่างทุ่มเทตลอดเวล ตั้งคำถามที่ดี (แปลว่าเจาะถึงหัวใจของเรื่อง), เป็นผู้ฟังที่ดีอย่างต่อเนื่องและที่สำคัญที่สุดคือการลงลึก

รายงานต่อเนื่องภายใต้หัวข้อ "Beyond the Battlefield" นั้น เขาใช้เวลาสืบค้นหาข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้าน 8 เดือนซึ่งแปลว่าคนเป็นบรรณาธิการจะต้องเห็นความสำคัญของการทำข่าวสืบสวนสอบสวนมากพอที่จะอนุญาตให้คนข่าวคนใดคนหนึ่งใช้เวลาเกาะติดประเด็นนั้น ๆ อย่างยาวนานและต่อเนื่องเพียงพอที่จะทำหน้าที่ของตนได้อย่างได้มาตรฐานของวิชาชีพนี้

เดวิดบอกว่าเขาติดตามสัมภาษณ์ทหารที่บาดเจ็บจากสนามรบอัฟกานิสถานและอิรักจำนวนมากมาย และไม่ได้สนใจเพียงว่ารอดตายมาได้อย่างไร หากแต่ต้องการจะรู้ว่า "ชีวิต" จริง ๆ ของพวกเขามีมิติอะไรที่คนทั่วไปมักมองไม่เห็นหรือมองข้ามไปจากรายงานข่าวกระแสหลักตามปกติ

ตอนเริ่มต้น, เดวิดยอมรับเหมือนนักข่าวทั่วไปมีความหวาดหวั่นว่าทหารบาดเจ็บจากสงครามจะยอมพูดกับนักข่าวหรือ? บางคนเสียแขนเสียขาจากสนามรบ, นักข่าวที่ดีจะเข้าไปชวนสนทนาได้อย่างไร? จะมิเป็นการเข้าไปล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลหรือ?

แต่เมื่อลงมือทำ, เขาก็พบว่าทหารหาญเหล่านี้มีความพร้อมที่จะเล่าเรื่องชีวิตและความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับสงคราม, ชีวิตกลางสนามรบ, ชีวิตส่วนตัว, และชีวิตหลังจากหมดหน้าที่การสู้รบ

กลายเป็นการรายงานข่าวที่ตรึงให้คนอ่านติดตามอย่างสนอกสนใจ และมีผลต่อการวางนโยบายของรัฐบาลต่อทหารผ่านศึก และสร้างความเข้าใจระหว่างคนอเมริกันกับทหารอเมริกันทั่วไปอย่างน่าสนใจยิ่ง

ตอกย้ำว่างานข่าวชั้นเลิศนั้นไม่ว่าจะผ่านสื่อใด, แพลตไหนแบบใด, ก็คือข่าวชั้นเลิศที่ประชาชนและผู้บริโภคข่าวต้องการและถามหาอย่างไม่มีวันจืดจางแน่นนอน

Saturday, April 14, 2012

ถ้า อดีต บก. ทั้งหลายกลับมาคุมห้องข่าววันนี้....


นิตยสารรายสามเดือน Nieman Reports เล่มใหม่นี้ขึ้นปกน่าสนใจมาก...เขาไปถามอดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดัง ๆ ว่าหากให้กลับมาคุมข่าวอีกครั้งในวันนี้, พวกเขาและเธอจะเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานอย่างไรบ้าง?

คำตอบจากบรรณาธิการหลายคนน่าสนใจยิ่งนัก

สรุปได้ว่าความเห็นส่วนใหญ่ของคนทำข่าวในยุคเปลี่ยนผ่านหากวันนี้กลับมาเป็นหัวหน้าทีมคุมกองบรรณาธิการในภาวะที่บรรยากาศการทำงานพลิกผันไปอย่างมากนั้นจะทำเรื่องใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้

๑. จะยังรักษาวัฒนธรรมการทำข่าวสืบสวนสอบสวน (Investigative Reporting Culture) อย่างเหนียวแน่น เพราะยิ่งข่าวสารทั่วไปหาง่ายขึ้น, ความโดดเด่นของคนทำข่าวก็จะอยู่ที่การสามารถเจาะข่าวลึก, ตั้งคำถามให้ผู้มีอำนาจต้องตอบ, เปิดโปงคอรร์รับชั่น, ปกป้องผู้ด้อยโอกาส โดยยังต้องยึดหลักการดั้งเดิมของคนทำสื่อที่มีจริยธรรมมั่นคงว่าให้ Comfort the Afflicted, Afflict the Comfortable ซึ่งหมายความว่าให้ช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่ถูกกลั่นแกล้งขณะเดียวกันก็ตรวจสอบและค้นหาความไม่ชอบมาพากลจากคนที่มีชีวิตอยู่สบายกว่าชาวบ้านคนอื่น ๆ

๒. เจาะข่าวเกี่ยวกับชุมชนใกล้ตัวของสื่อนั้น ๆ ให้ลุ่มลึกและละเอียดกว่าใครคนอื่นทั้งหมด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงไหนอย่างไร และข่าวสารทั่วไปจะสามารถกระจายไปอย่างกว้างขวางเพียงใด สิ่งที่ผู้บริโภคข่่าวทุกคนต้องการยังเป็นข่าวใกล้ตัวที่ไม่มีใครสามารถทำได้ดีเท่ากับคนข่าวในท้องถิ่นนั้น ๆ

๓. ขับเคลื่อนให้เร็วและคล่องแคล่วสู่โลกดิจิตัลเพื่อให้ตนเป็นผู้นำในด้านนี้ก่อนที่จะถูกแซงหน้าจนตัวเองตกอยู่ในสภาพ "ตกรถไฟ" และต้องหมดสภาพไปโดยปริยาย สื่อที่จะอยู่ได้ยั่งยืนนั้นจะต้องสามารถนำส่งเนื้อหาไปยังผู้อ่านในทุกรูปแบบที่ผู้บริโภคข่าวสารต้องการ และห้องข่าวจะต้องสามารถใช้ social media ในการเสริมการทำงานด้านข่าว

๔. เป็นผู้นำของชุมชนด้วยเสียงแห่งความเห็นที่เข้มแข็ง อันหมายถึงการสร้างเนื้อหาที่สะท้อนความคิดเห็นที่ท้าทายและกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางสำหรับชุมชนอย่างต่อเนื่องและเปิดเผย คนอ่านนั้น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับความเห็นของคนข่าว สิ่งที่เขาและเธอไม่ต้องการแน่นอนคือความเห็นและบทความที่อ่อนปวกเปียก, ไร้จุดยืน หรือเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์ใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

๕. ยอมรับเสียว่าห้องข่าวไม่สามารถทำทุกข่าวที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งก็แปลว่าจะต้องมีการสร้างเครือข่ายแห่งความร่วมมือ ต้องให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการรายงานข่าว, เขียนบทความเห็น, ส่งคลิบและภาพมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแห่งการสื่อสารในยุคดิจิตัลอย่างอบอุ่นและจริงจัง

๖. ฟื้นกิจกรรมการฝึกฝนคนในห้องข่าวให้คึกคัก การทำ training ให้สอดคล้องกับความต้องการของสื่อยุคใหม่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และจะต้องทำอย่างเป็นระบบ

๗.ปรับวิธีคิดใหม่ เราต้องยอมรับว่าเราจะเป็นสื่อดิจิตัลที่มีสิ่งพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ ไม่ใช่เป็นห้องข่าวสิ่งพิมพ์ที่มีบางส่วนเป็นเนื้อหาด้านดิจิตัล

๘. อาจจะต้องปรับแผนให้หนังสือพิมพ์ออกอาทิตย์ละสามวัน อีกสี่วันที่เหลือให้คนอ่านมีเครื่องอ่านเช่น Kindle หรือ Nook เพื่ออ่านเนื้อหาของเราจากจออิเล็กทรอนิคส์ ซึ่งหากทำได้ก็จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวหนังสือพิมพ์ในวันหลัก ๆ ของสัปดาห์ และขณะเดียวกันก็สร้างนิสัยการอ่าน e-reading เพื่อปูทางสู่โลกการบริโภคข่าวสารในช่องทางดิจิตัลอย่างแท้จริงในวันข้างหน้า

๙. โต๊ะข่าวจะแบ่งเป็นทีมที่ทำ breaking news ส่งออกไปทางมือถือและ social media และจะส่ง news alerts ไปทางอีเมลและทวิตเตอร์ กับโต๊ะ บก., นักข่าว, ช่างภาพ, นักเขียนกราฟฟิกที่จะผลิตเนื้อหาลุ่มลึกและหลากหลายมุมมองสำหรับสื่อสิงพิมพ์, แท็บเล็ต และเว็บไซท์

๑๐. สื่อของเราจะไม่เป็นเพียง "แหล่งแห่งข่าวสาร" เท่านั้น หากแต่จะเป็นคลังข้อมูลความรู้สำหรับชุมชนที่ผู้คนสามารถแสวงหาเกร็ดความรู้และเนื้อหาที่สำคัญเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งหาจากที่อื่นไม่ได้

๑๑. เราจะสร้างเนื้อหาและคนข่าวเป็น brand เฉพาะเรื่องต่าง ๆ ภายใต้ brand ใหญ่ เช่นเราอาจจะมีเนื้อหากีฬาที่คนอ่านจ่ายเป็นค่าสมาชิกรายเดือนที่ถูกกว่าค่าสมาชิกสำหรับบริการทั้งหมด และให้สมาชิกสามารถแลกเปลี่ยน, เข้าถึงความเห็นและข้อมูลจากนักข่าวเฉพาะกิจนั้น ๆ เป็นกรณีพิเศษ

นี่เป็นเพียงบางส่วนจากอดีตบรรณาธิการที่เคยทำงานในบรรยากาศยุคก่อนความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ก่อความโกลาหลให้กับวงการข่าวอย่างใหญ่หลวงอย่างที่เป็นอยู่วันนี้

อีกห้าปีข้างหน้า คนที่ทำข่าววันนี้อาจจะต้องเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ที่แตกต่างไปจากวันนี้อย่างคาดไม่ถึงก็ได้!

Tuesday, April 3, 2012

นักข่าวยุคดิจิตัลในภาคสนาม...ในสนามข่าว, เราคือตัวจริง


บก.ศูนย์ใต้ แมว" ในเครื่องแบบเต็มยศ (หน้า 1 ไทยรัฐ ฉบับวันจันทร์ 2 เมษายน) วันรายงานสดเหตุคาร์บอมบ์ หาดใหญ่ หู:ใส่บลูทูธ สำหรับโฟนอิน มือใช้กล้องไอโฟนสำหรับส่งภาพสด Skype คอห้อยกล้องวิดีโอสำหรับส่งภาพเข้า FTP กระเป๋าสะพายสัมภาระ , กองบก.เนชั่นทีวีและระวังภัย ขอปรบมือให้ทีมศูนย์ใต้ทุกคนที่ปฏิบัติงานในวันนั้นอย่างเต็มที่ ทั้งภาพ ประเด็นและความฉับไว โดยเฉพาะการใช้เครื่อง
มือต่างๆในการส่งภาพและข่าวในแบบฉบับ new media journalist อย่างแท้จริง

Saturday, March 24, 2012

ข่าวดีและข่าวร้ายของพฤติกรรมบริโภคข่าวจากแท็บเล็ต


ข่าวดีก็คือเทคโนโลยีโมบาย เช่นแท็บเล็ตทั้งหลายทำให้การบริโภคข่าวสารคึกคักขึ้น ข่าวยังไม่ดีก็คือว่ายังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ผลิตเนื้อหาสาระข่าวหรือไม่

อย่างน้อยนี่ก็คือแนวโน้มในสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะสะท้อนแนวโน้มในบ้านเราหรือไม่ก็ได้

ผลการสำรวจของโครงการ Projet for Excellence in Journalism ของ Pew Research Center พบว่า 27% ของคนที่ถูกตั้งคำถามยืนยันว่าได้รับข่าวจากสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของตน

และส่วนใหญ่ก็แสวงหาข่าวจากเว็บไซท์จากสื่อกระแสหลักเดิม หรือไม่ก็ apps ที่มีแบรนด์ของสื่อที่น่าเชื่อถือมาก่อน

ที่น่ายินดีสำหรับคนทำข่าวก็คือว่าคนใช้ tablets ติดตามอ่านข่าวสารนั้นอ่านบทความข่าวที่ยาวขึ้น และใช้เวลาอยู่กับเว็บไซท์ข่าวยาวนานกว่าอยู่บนโทรศัพท์หรือคอมฯตั้งโต๊ะ

นักวิจัยในโครงการนี้บอกว่าคนที่ถูกสำรวจจำนวนไม่น้อยบอกว่าก่อนนอนทุกคืน จะมีนิสัยที่ต้องตรวจข่าวล่าสุดจากแท็บเล็ตเพื่อเช็คว่าจะมีข่าวใหญ่อะไรในหนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้นบ้าง

รายงานวิจัยนี้บอกว่า unique visits ไปหาเว็บไซท์ข่าวออนไลน์เพิ่มขึ้น 17% จากปี 2010 ถึง 2011 ซึ่งเท่ากับอัตราเพิ่มขึ้นของหนึ่งปีก่อนหน้านั้น

แปลว่าความต้องการเนื้อหาสื่อในรูปแบบกระแสหลักนั้นยังมั่นคงและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น และแหล่งที่มาของเนื้อหานี้ยังมาจากสื่อกระแสหลักเดิม

ซึ่งควรจะเป็นการปลอบใจคนทำข่าวกระแสหลักว่ายังไม่ถูกทอดทิ้งจนหมดอนาคตเสียเลยทีเดียว

แต่ข่าวไม่ค่อยจะสวยสำหรับสื่อเดิมก็คือว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นกลับไปอยู่ที่บริษัทเทคโนโลยี (มิใช่ธุรกิจทำข่าวและเนื้อหา) ซึ่งรวมกันแล้วสร้างรายได้ให้กับตนเองได้ถึง 68% ของรายได้โฆษณาดิจิตัลทั้งหมดของปี 2011

นั่นคือ Microsoft, Google, Facebook, AOL และ Yahoo!

นั่นย่อมหมายความว่าธุรกิจสื่อเดิมยังไม่สามารถสร้างเนื้อหาหรือมีวิธีนำเสนอที่สามารถดึงเอาผู้มีงบโฆษณาทางดิจิตัลมาใช้งบกับตนเองได้เพียงพอ

ข้อสรุปก็คือว่าธุรกิจสื่อนั้นมีเนื้อหาที่คนต้องการ แต่ในแง่ของการ "รุกหนัก" ทางด้านการสร้างช่องทางและวิธีการนำเสนอที่จะสร้างความน่าดึงดูดผู้ลงโฆษณานั้นยังแพ้เหล่าบรรดาบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่มี content ของตนแต่อย่างไร

ยังมีการบ้านที่ต้องทำกันอีกมากมายก่ายกองนัก

Sunday, March 18, 2012

เมื่อ Larry King จับมือ Carlos Slim ตั้งทีวีออนไลน์


พลันที่ผมได้ข่าวว่า Larry King แห่งซีเอ็นเอ็นจับมือกับมหาเศรษฐีเม็กซิกันระดับโลกอย่าง Carlos Slim เพื่อเปิดสถานีทีวีออนไลน์ที่ชื่อ Ora.TV ก็เห็นภาพของ "อนาคตของข่าว" ชัดขึ้นอีกระดับหนึ่งทันที

เพราะนี่ย่อมหมายความว่าคนทำข่าวที่มีเนื้อหาคุณภาพย่อมเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคข่าวสาร และนักลงทุนด้านสื่อสารมวลชนย่อมมองเห็นได้จะแจ้งว่าอนาคตของสื่ออยู่ที่คนสร้าง content มากกว่าช่องทางของการสื่อไปถึงสาธารณชนเพราะช่องทางกำลังจะเกิดขึ้นมาอย่างกว้างขวางและหลากหลาย

แทนทื่ Carlos Slim จะคิดใช้เงินทองของตนเองไปซื้อหุ้นของสถานีโทรทัศน์ยักษ์ ๆ ที่มีชื่อเสียง แต่กลับคิดการณ์ไกลด้วยการประเมินแล้วว่าโลกดิจิตัลกำลังเปิดทางให้อนาคตของทีวีมาอยู่ออนไลน์ แทนที่จะไปอยู่หน้าจอโทรทัศน์ที่มีรายการกำหนดผังตายตัวซึ่งไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นนี้อีกต่อไป

เพราะเมื่อผู้คนมีโทรศัพท์มือถือที่สามารถดูคลิบวีดีโออย่างมีคุณภาพได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และมีรายการที่น่าดูน่าชมกว่าในผังรายการทีวีปกติ อีกทั้งเมื่อรายการเช่นนี้สามารถเอาขึ้นอุปกรณ์สื่อสารยุคใหม่ได้อย่างคล่องแคล่ว, อนาคตของโทรทัศน์ก็มีอันจะต้องเปลี่ยนโฉมไปอย่างหนักหน่วงและรุนแรงอย่างแน่นอน

นายคาร์ลอส สลิมเคยให้หนังสือพิมพ์ New York Times กู้เงินเพื่อผ่อนคลายปัญหาการเงินของสถาบันสื่อมีชื่อเสียงแห่งนี้ แต่ไม่ได้เข้าไปในฐานะผู้ลงทุน มาวันนี้ เมื่อเขามีโอกาสที่จะลงทุนในสื่อที่เขาเห็นว่ามีอนาคตอย่างแท้จริง, เขาก็เลือกคนทำเนื้อหาระดับโลกเป็นหุ้นส่วนเพราะท้ายที่สุดการแข่งขันจะไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์หรือซอล์ทแวร์ทางเทคโนโลยี

หากแต่อยู่ที่ว่าใครจะมีเนื้อหาที่น่าสนใจกว่ากัน

ตอกย้ำอีกครั้งว่า "อนาคตของข่าว" อยู่ที่ "คนผลิตข่าว" ที่ต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ให้ได้จริง ๆ