Sunday, May 27, 2012

วอเรน บัฟเฟตบอกหนังสือพิมพ์ยังมีอนาคตถ้า....

อย่างน้อย มหาเศรษฐีนักลงทุนอย่างวอเรน บัฟเฟตก็ยังประกาศแสดงความมั่นใจในอนาคตของหนังสือพิมพ์...และกวาดซื้อหนังสือพิมพ์หลายฉบับโดยเฉพาะที่เน้นในการรายงานข่าวท้องถิ่นและให้ความใส่ใจกับการเป็นส่วนสำคัญของชุมชนของตนอย่างใกล้ชิด

แปลว่าหนังสือพิมพ์ยักษ์ ๆ ในอเมริกาอาจจะเจอวิกฤตเรื่องรายได้และผู้อ่าน แต่หากหนังสือพิมพ์ชุมชนสามารถทำให้คนอ่านที่แคร์ต่อความเป็นไปของเมืองของตน, ความต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ก็ยังจะมีความเข้มข้นอยู่

ลงท้ายก็อยู่ที่ความสามารถในการทำให้สื่อของตนเองมีความหมายต่อชีวิตประจำวันของคนอ่านนั่นแหละ

Wednesday, April 18, 2012

ข่าวชั้นเทพทำผ่านแพลตฟอร์มใด...ไม่สำคัญ


นักข่าวสายทหารของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ Huffington Post ชื่อเดวิด วู้ดคนนี้บอกว่าตื่นเต้นมากที่ได้รางวัล Pulitzer จากผลงานข่าวเจาะเกี่ยวกับชีวิตทหารที่กลับจากสมรภูมิอัฟกานิสาถนและอิรักพร้อมด้วยความบาดเจ็บที่ยากจะเยียวยาโดยเฉพาะทางด้านจิตใจ

เขาได้รางวัลสุดยอดการทำข่าวประจำปีประเภท "national reporting" อย่างที่เขาไม่เคยคาดหมายมาก่อน

คณะกรรมการรางวัลพูลิซเซอร์ได้ยอมรับว่าสื่อออนไลน์ก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่าสื่อดั้งเดิมในการทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้นนักข่าวไม่ว่าจะทำหน้าที่ขุดคุ้ย, เจาะหาความจริงเพื่อประชาชนผ่านแพลตฟอร์มใดกำลังได้รับการยอมรับในฐานะ "มืออาชีพ"ได้เช่นกัน

อย่างที่นายเดวิด วู้ดพูดไว้อย่างน่าฟังว่า

"การทำข่าวชั้นเทพนั้น คุณทำผ่านสื่อใดหรือแพลตฟอร์มใด ๆ ได้ทั้งสิ้น" (You can do great journalism from any platform."

หัวใจของคนข่าวที่มีความสามารถ และสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นย่อมมี "กลยุทธ" ในการทำงานไม่ต่างกัน นั่นคือการมีความเป็นอิสระ, การกล้านำความจริงมาเปิดเผย, การตรวจสอบข่าวสารและข้อมูลอย่างรอบด้าน, การไร้อคติและปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน,
และทุ่มเทอดทนกับหน้าที่ของตน

เขาบอกว่าหลักการทำงานในการเจาะข่าวของเขาคือ "Think about your subject, ask good questons, be a continuously a good listener and go deep."

ชัด ๆ ง่าย ๆ ก็คือขอให้คิดใคร่ครวญเกี่ยวกับหัวเรื่องที่เกาะติดอย่างทุ่มเทตลอดเวล ตั้งคำถามที่ดี (แปลว่าเจาะถึงหัวใจของเรื่อง), เป็นผู้ฟังที่ดีอย่างต่อเนื่องและที่สำคัญที่สุดคือการลงลึก

รายงานต่อเนื่องภายใต้หัวข้อ "Beyond the Battlefield" นั้น เขาใช้เวลาสืบค้นหาข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้าน 8 เดือนซึ่งแปลว่าคนเป็นบรรณาธิการจะต้องเห็นความสำคัญของการทำข่าวสืบสวนสอบสวนมากพอที่จะอนุญาตให้คนข่าวคนใดคนหนึ่งใช้เวลาเกาะติดประเด็นนั้น ๆ อย่างยาวนานและต่อเนื่องเพียงพอที่จะทำหน้าที่ของตนได้อย่างได้มาตรฐานของวิชาชีพนี้

เดวิดบอกว่าเขาติดตามสัมภาษณ์ทหารที่บาดเจ็บจากสนามรบอัฟกานิสถานและอิรักจำนวนมากมาย และไม่ได้สนใจเพียงว่ารอดตายมาได้อย่างไร หากแต่ต้องการจะรู้ว่า "ชีวิต" จริง ๆ ของพวกเขามีมิติอะไรที่คนทั่วไปมักมองไม่เห็นหรือมองข้ามไปจากรายงานข่าวกระแสหลักตามปกติ

ตอนเริ่มต้น, เดวิดยอมรับเหมือนนักข่าวทั่วไปมีความหวาดหวั่นว่าทหารบาดเจ็บจากสงครามจะยอมพูดกับนักข่าวหรือ? บางคนเสียแขนเสียขาจากสนามรบ, นักข่าวที่ดีจะเข้าไปชวนสนทนาได้อย่างไร? จะมิเป็นการเข้าไปล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลหรือ?

แต่เมื่อลงมือทำ, เขาก็พบว่าทหารหาญเหล่านี้มีความพร้อมที่จะเล่าเรื่องชีวิตและความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับสงคราม, ชีวิตกลางสนามรบ, ชีวิตส่วนตัว, และชีวิตหลังจากหมดหน้าที่การสู้รบ

กลายเป็นการรายงานข่าวที่ตรึงให้คนอ่านติดตามอย่างสนอกสนใจ และมีผลต่อการวางนโยบายของรัฐบาลต่อทหารผ่านศึก และสร้างความเข้าใจระหว่างคนอเมริกันกับทหารอเมริกันทั่วไปอย่างน่าสนใจยิ่ง

ตอกย้ำว่างานข่าวชั้นเลิศนั้นไม่ว่าจะผ่านสื่อใด, แพลตไหนแบบใด, ก็คือข่าวชั้นเลิศที่ประชาชนและผู้บริโภคข่าวต้องการและถามหาอย่างไม่มีวันจืดจางแน่นนอน

Saturday, April 14, 2012

ถ้า อดีต บก. ทั้งหลายกลับมาคุมห้องข่าววันนี้....


นิตยสารรายสามเดือน Nieman Reports เล่มใหม่นี้ขึ้นปกน่าสนใจมาก...เขาไปถามอดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดัง ๆ ว่าหากให้กลับมาคุมข่าวอีกครั้งในวันนี้, พวกเขาและเธอจะเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานอย่างไรบ้าง?

คำตอบจากบรรณาธิการหลายคนน่าสนใจยิ่งนัก

สรุปได้ว่าความเห็นส่วนใหญ่ของคนทำข่าวในยุคเปลี่ยนผ่านหากวันนี้กลับมาเป็นหัวหน้าทีมคุมกองบรรณาธิการในภาวะที่บรรยากาศการทำงานพลิกผันไปอย่างมากนั้นจะทำเรื่องใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้

๑. จะยังรักษาวัฒนธรรมการทำข่าวสืบสวนสอบสวน (Investigative Reporting Culture) อย่างเหนียวแน่น เพราะยิ่งข่าวสารทั่วไปหาง่ายขึ้น, ความโดดเด่นของคนทำข่าวก็จะอยู่ที่การสามารถเจาะข่าวลึก, ตั้งคำถามให้ผู้มีอำนาจต้องตอบ, เปิดโปงคอรร์รับชั่น, ปกป้องผู้ด้อยโอกาส โดยยังต้องยึดหลักการดั้งเดิมของคนทำสื่อที่มีจริยธรรมมั่นคงว่าให้ Comfort the Afflicted, Afflict the Comfortable ซึ่งหมายความว่าให้ช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่ถูกกลั่นแกล้งขณะเดียวกันก็ตรวจสอบและค้นหาความไม่ชอบมาพากลจากคนที่มีชีวิตอยู่สบายกว่าชาวบ้านคนอื่น ๆ

๒. เจาะข่าวเกี่ยวกับชุมชนใกล้ตัวของสื่อนั้น ๆ ให้ลุ่มลึกและละเอียดกว่าใครคนอื่นทั้งหมด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงไหนอย่างไร และข่าวสารทั่วไปจะสามารถกระจายไปอย่างกว้างขวางเพียงใด สิ่งที่ผู้บริโภคข่่าวทุกคนต้องการยังเป็นข่าวใกล้ตัวที่ไม่มีใครสามารถทำได้ดีเท่ากับคนข่าวในท้องถิ่นนั้น ๆ

๓. ขับเคลื่อนให้เร็วและคล่องแคล่วสู่โลกดิจิตัลเพื่อให้ตนเป็นผู้นำในด้านนี้ก่อนที่จะถูกแซงหน้าจนตัวเองตกอยู่ในสภาพ "ตกรถไฟ" และต้องหมดสภาพไปโดยปริยาย สื่อที่จะอยู่ได้ยั่งยืนนั้นจะต้องสามารถนำส่งเนื้อหาไปยังผู้อ่านในทุกรูปแบบที่ผู้บริโภคข่าวสารต้องการ และห้องข่าวจะต้องสามารถใช้ social media ในการเสริมการทำงานด้านข่าว

๔. เป็นผู้นำของชุมชนด้วยเสียงแห่งความเห็นที่เข้มแข็ง อันหมายถึงการสร้างเนื้อหาที่สะท้อนความคิดเห็นที่ท้าทายและกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางสำหรับชุมชนอย่างต่อเนื่องและเปิดเผย คนอ่านนั้น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับความเห็นของคนข่าว สิ่งที่เขาและเธอไม่ต้องการแน่นอนคือความเห็นและบทความที่อ่อนปวกเปียก, ไร้จุดยืน หรือเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์ใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

๕. ยอมรับเสียว่าห้องข่าวไม่สามารถทำทุกข่าวที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งก็แปลว่าจะต้องมีการสร้างเครือข่ายแห่งความร่วมมือ ต้องให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการรายงานข่าว, เขียนบทความเห็น, ส่งคลิบและภาพมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแห่งการสื่อสารในยุคดิจิตัลอย่างอบอุ่นและจริงจัง

๖. ฟื้นกิจกรรมการฝึกฝนคนในห้องข่าวให้คึกคัก การทำ training ให้สอดคล้องกับความต้องการของสื่อยุคใหม่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และจะต้องทำอย่างเป็นระบบ

๗.ปรับวิธีคิดใหม่ เราต้องยอมรับว่าเราจะเป็นสื่อดิจิตัลที่มีสิ่งพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ ไม่ใช่เป็นห้องข่าวสิ่งพิมพ์ที่มีบางส่วนเป็นเนื้อหาด้านดิจิตัล

๘. อาจจะต้องปรับแผนให้หนังสือพิมพ์ออกอาทิตย์ละสามวัน อีกสี่วันที่เหลือให้คนอ่านมีเครื่องอ่านเช่น Kindle หรือ Nook เพื่ออ่านเนื้อหาของเราจากจออิเล็กทรอนิคส์ ซึ่งหากทำได้ก็จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวหนังสือพิมพ์ในวันหลัก ๆ ของสัปดาห์ และขณะเดียวกันก็สร้างนิสัยการอ่าน e-reading เพื่อปูทางสู่โลกการบริโภคข่าวสารในช่องทางดิจิตัลอย่างแท้จริงในวันข้างหน้า

๙. โต๊ะข่าวจะแบ่งเป็นทีมที่ทำ breaking news ส่งออกไปทางมือถือและ social media และจะส่ง news alerts ไปทางอีเมลและทวิตเตอร์ กับโต๊ะ บก., นักข่าว, ช่างภาพ, นักเขียนกราฟฟิกที่จะผลิตเนื้อหาลุ่มลึกและหลากหลายมุมมองสำหรับสื่อสิงพิมพ์, แท็บเล็ต และเว็บไซท์

๑๐. สื่อของเราจะไม่เป็นเพียง "แหล่งแห่งข่าวสาร" เท่านั้น หากแต่จะเป็นคลังข้อมูลความรู้สำหรับชุมชนที่ผู้คนสามารถแสวงหาเกร็ดความรู้และเนื้อหาที่สำคัญเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งหาจากที่อื่นไม่ได้

๑๑. เราจะสร้างเนื้อหาและคนข่าวเป็น brand เฉพาะเรื่องต่าง ๆ ภายใต้ brand ใหญ่ เช่นเราอาจจะมีเนื้อหากีฬาที่คนอ่านจ่ายเป็นค่าสมาชิกรายเดือนที่ถูกกว่าค่าสมาชิกสำหรับบริการทั้งหมด และให้สมาชิกสามารถแลกเปลี่ยน, เข้าถึงความเห็นและข้อมูลจากนักข่าวเฉพาะกิจนั้น ๆ เป็นกรณีพิเศษ

นี่เป็นเพียงบางส่วนจากอดีตบรรณาธิการที่เคยทำงานในบรรยากาศยุคก่อนความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ก่อความโกลาหลให้กับวงการข่าวอย่างใหญ่หลวงอย่างที่เป็นอยู่วันนี้

อีกห้าปีข้างหน้า คนที่ทำข่าววันนี้อาจจะต้องเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ที่แตกต่างไปจากวันนี้อย่างคาดไม่ถึงก็ได้!

Tuesday, April 3, 2012

นักข่าวยุคดิจิตัลในภาคสนาม...ในสนามข่าว, เราคือตัวจริง


บก.ศูนย์ใต้ แมว" ในเครื่องแบบเต็มยศ (หน้า 1 ไทยรัฐ ฉบับวันจันทร์ 2 เมษายน) วันรายงานสดเหตุคาร์บอมบ์ หาดใหญ่ หู:ใส่บลูทูธ สำหรับโฟนอิน มือใช้กล้องไอโฟนสำหรับส่งภาพสด Skype คอห้อยกล้องวิดีโอสำหรับส่งภาพเข้า FTP กระเป๋าสะพายสัมภาระ , กองบก.เนชั่นทีวีและระวังภัย ขอปรบมือให้ทีมศูนย์ใต้ทุกคนที่ปฏิบัติงานในวันนั้นอย่างเต็มที่ ทั้งภาพ ประเด็นและความฉับไว โดยเฉพาะการใช้เครื่อง
มือต่างๆในการส่งภาพและข่าวในแบบฉบับ new media journalist อย่างแท้จริง

Saturday, March 24, 2012

ข่าวดีและข่าวร้ายของพฤติกรรมบริโภคข่าวจากแท็บเล็ต


ข่าวดีก็คือเทคโนโลยีโมบาย เช่นแท็บเล็ตทั้งหลายทำให้การบริโภคข่าวสารคึกคักขึ้น ข่าวยังไม่ดีก็คือว่ายังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ผลิตเนื้อหาสาระข่าวหรือไม่

อย่างน้อยนี่ก็คือแนวโน้มในสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะสะท้อนแนวโน้มในบ้านเราหรือไม่ก็ได้

ผลการสำรวจของโครงการ Projet for Excellence in Journalism ของ Pew Research Center พบว่า 27% ของคนที่ถูกตั้งคำถามยืนยันว่าได้รับข่าวจากสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของตน

และส่วนใหญ่ก็แสวงหาข่าวจากเว็บไซท์จากสื่อกระแสหลักเดิม หรือไม่ก็ apps ที่มีแบรนด์ของสื่อที่น่าเชื่อถือมาก่อน

ที่น่ายินดีสำหรับคนทำข่าวก็คือว่าคนใช้ tablets ติดตามอ่านข่าวสารนั้นอ่านบทความข่าวที่ยาวขึ้น และใช้เวลาอยู่กับเว็บไซท์ข่าวยาวนานกว่าอยู่บนโทรศัพท์หรือคอมฯตั้งโต๊ะ

นักวิจัยในโครงการนี้บอกว่าคนที่ถูกสำรวจจำนวนไม่น้อยบอกว่าก่อนนอนทุกคืน จะมีนิสัยที่ต้องตรวจข่าวล่าสุดจากแท็บเล็ตเพื่อเช็คว่าจะมีข่าวใหญ่อะไรในหนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้นบ้าง

รายงานวิจัยนี้บอกว่า unique visits ไปหาเว็บไซท์ข่าวออนไลน์เพิ่มขึ้น 17% จากปี 2010 ถึง 2011 ซึ่งเท่ากับอัตราเพิ่มขึ้นของหนึ่งปีก่อนหน้านั้น

แปลว่าความต้องการเนื้อหาสื่อในรูปแบบกระแสหลักนั้นยังมั่นคงและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น และแหล่งที่มาของเนื้อหานี้ยังมาจากสื่อกระแสหลักเดิม

ซึ่งควรจะเป็นการปลอบใจคนทำข่าวกระแสหลักว่ายังไม่ถูกทอดทิ้งจนหมดอนาคตเสียเลยทีเดียว

แต่ข่าวไม่ค่อยจะสวยสำหรับสื่อเดิมก็คือว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นกลับไปอยู่ที่บริษัทเทคโนโลยี (มิใช่ธุรกิจทำข่าวและเนื้อหา) ซึ่งรวมกันแล้วสร้างรายได้ให้กับตนเองได้ถึง 68% ของรายได้โฆษณาดิจิตัลทั้งหมดของปี 2011

นั่นคือ Microsoft, Google, Facebook, AOL และ Yahoo!

นั่นย่อมหมายความว่าธุรกิจสื่อเดิมยังไม่สามารถสร้างเนื้อหาหรือมีวิธีนำเสนอที่สามารถดึงเอาผู้มีงบโฆษณาทางดิจิตัลมาใช้งบกับตนเองได้เพียงพอ

ข้อสรุปก็คือว่าธุรกิจสื่อนั้นมีเนื้อหาที่คนต้องการ แต่ในแง่ของการ "รุกหนัก" ทางด้านการสร้างช่องทางและวิธีการนำเสนอที่จะสร้างความน่าดึงดูดผู้ลงโฆษณานั้นยังแพ้เหล่าบรรดาบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่มี content ของตนแต่อย่างไร

ยังมีการบ้านที่ต้องทำกันอีกมากมายก่ายกองนัก

Sunday, March 18, 2012

เมื่อ Larry King จับมือ Carlos Slim ตั้งทีวีออนไลน์


พลันที่ผมได้ข่าวว่า Larry King แห่งซีเอ็นเอ็นจับมือกับมหาเศรษฐีเม็กซิกันระดับโลกอย่าง Carlos Slim เพื่อเปิดสถานีทีวีออนไลน์ที่ชื่อ Ora.TV ก็เห็นภาพของ "อนาคตของข่าว" ชัดขึ้นอีกระดับหนึ่งทันที

เพราะนี่ย่อมหมายความว่าคนทำข่าวที่มีเนื้อหาคุณภาพย่อมเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคข่าวสาร และนักลงทุนด้านสื่อสารมวลชนย่อมมองเห็นได้จะแจ้งว่าอนาคตของสื่ออยู่ที่คนสร้าง content มากกว่าช่องทางของการสื่อไปถึงสาธารณชนเพราะช่องทางกำลังจะเกิดขึ้นมาอย่างกว้างขวางและหลากหลาย

แทนทื่ Carlos Slim จะคิดใช้เงินทองของตนเองไปซื้อหุ้นของสถานีโทรทัศน์ยักษ์ ๆ ที่มีชื่อเสียง แต่กลับคิดการณ์ไกลด้วยการประเมินแล้วว่าโลกดิจิตัลกำลังเปิดทางให้อนาคตของทีวีมาอยู่ออนไลน์ แทนที่จะไปอยู่หน้าจอโทรทัศน์ที่มีรายการกำหนดผังตายตัวซึ่งไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นนี้อีกต่อไป

เพราะเมื่อผู้คนมีโทรศัพท์มือถือที่สามารถดูคลิบวีดีโออย่างมีคุณภาพได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และมีรายการที่น่าดูน่าชมกว่าในผังรายการทีวีปกติ อีกทั้งเมื่อรายการเช่นนี้สามารถเอาขึ้นอุปกรณ์สื่อสารยุคใหม่ได้อย่างคล่องแคล่ว, อนาคตของโทรทัศน์ก็มีอันจะต้องเปลี่ยนโฉมไปอย่างหนักหน่วงและรุนแรงอย่างแน่นอน

นายคาร์ลอส สลิมเคยให้หนังสือพิมพ์ New York Times กู้เงินเพื่อผ่อนคลายปัญหาการเงินของสถาบันสื่อมีชื่อเสียงแห่งนี้ แต่ไม่ได้เข้าไปในฐานะผู้ลงทุน มาวันนี้ เมื่อเขามีโอกาสที่จะลงทุนในสื่อที่เขาเห็นว่ามีอนาคตอย่างแท้จริง, เขาก็เลือกคนทำเนื้อหาระดับโลกเป็นหุ้นส่วนเพราะท้ายที่สุดการแข่งขันจะไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์หรือซอล์ทแวร์ทางเทคโนโลยี

หากแต่อยู่ที่ว่าใครจะมีเนื้อหาที่น่าสนใจกว่ากัน

ตอกย้ำอีกครั้งว่า "อนาคตของข่าว" อยู่ที่ "คนผลิตข่าว" ที่ต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ให้ได้จริง ๆ

Thursday, March 15, 2012

Encyclopaedia Britainnica ในโลกดิจิตัล


หลังจากเป็น "เสาหลัก" แห่งข้อมูลมา 244 ปี เจ้าของ Encyclopaedia Britainnica ก็ประกาศหยุดพิมพ์สารานุกรมชุดที่มีตั้งหมด 32 เล่มอย่างเป็นทางการและถาวร

สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิตัลที่มีผลกระทบต่อสิ่งพิมพ์ในโลกตะวันตกอย่างชัดแจ้งเห็นจริง

Britainnica ได้พยายามปรับตัวมาตลอดเวลาหลายปีหลังจากอินเตอร์เน็ทโดยเฉพาะ search engines ที่ให้ข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวางรวดเร็วและฟรีมีผลต่อยอดขายและคนอ่านสารานุกรมกระแสหลักอย่างมิอาจปฏิเสธได้

Wikipedia คือสิ่งที่คุกคามความอยู่รอดของสารานุกรมกระแสเก่าอย่างชัดแจ้ง

จากนี้ไป Encyclopaedia Britainnica จะบริการทางดิจิตัลเท่านั้น ซึ่งมีทั้งเว็บไซท์ www.britainnica.com และ apps โดยเป็นระบบสมาชิกที่ต้องจ่ายเงิน

รูปแบบเช่นนี้จะยั่งยืนอยู่ได้เพียงใด, อีกไม่นานก็รู้

ประธานบริหารของบริษัท George Cauz เขียนจดหมายถึงลูกค้าว่าอย่างนี้

I understand that for some the end of the Britannica print set may be perceived as an unwelcomed goodbye to a dear, reliable, and trustworthy friend that brought them the joy of discovery in the quest for knowledge. I would like to take this opportunity to share with them a different perspective, one shared by all of us at Encyclopaedia Britannica and by the more than 100 million students and knowledge seekers who have access to www.britannica.com, our educational sites, or our apps. By concentrating our efforts on our digital properties, we can continuously update our content and further expand the number of topics and the depth with which they are treated without the space constraints of the print set.