Friday, September 30, 2011

บีบีซีภาคภาษาจีนใช้ Weibo หรือทวิตเตอร์แบบจีนเจาะข่าวจีน




"เวยโป๋" (Weibo) หรือ 微博 คือ micro blog ของจีนที่เลียนแบบ Twitter ทุกกระเบียดนิ้ว ขณะนี้มีคนเข้าใช้ประมาณ 200 ล้านคนทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเปิดบริการมาได้ประมาณสองปีเท่านั้น

หัวหน้าฝ่ายข่าวบีบีซีภาคภาษาจีนที่ลอนดอนให้สัมภาษณ์ว่าเขาใช้ social media ของจีนสื่อสารกับผู้อ่านและผู้ฟังจีน (เว็บไซท์และวิทยุกับทีวีบีบีซีถูกห้ามในเมืองจีน) ผ่าน "เวยโป๋" อย่างมีประสิทธิภาพ

และหลายครั้งยังใช้ทวิตเตอร์ของจีนนี่แหละเจาะหาแหล่งข่าว ค้นหาข้อมูลที่ปกติจะหาจากแหล่งข่าวอื่นไม่ได้ จนสามารถทำรายงานลักษณ์ะสืบสวนสอบสวนหรือ investigative reporting เกี่ยวกับบางประเด็นในเมืองจีนได้อย่างน่าพอใจ

นี่คือ "อนาคตของข่าว" ที่เป็นมาตรฐานสากล...นั่นคือการใช้ social media อย่างกว้างขวาง, คล่องแคล่ว, และรอบคอบเพื่อทำหน้าที่การรายงานข่าวในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

Thursday, September 29, 2011

พอ Kindle Fire เปิดตัวที่ $199 เพื่อชน iPad ที่ $499...คนข่าวก็ต้องขยับจาก Digital First เป็น Mobile First


พอ Amazon เปิดตัวแท็บเบล็ท Kindle Fire ราคา $199 (6,000 บาท)เพื่อชนกับ iPad ที่ราคา $499 15,000 บาท)
ก็เห็นภาพชัดขึ้นทันทีว่าคนข่าวดิจิตัลจะหันมาใช้มันเป็นเครื่องมือทำข่าว, สื่อสาร, และเสนอเนื้อหาสาระผ่าน tablet อย่างเป็นกิจลักษณะมากขึ้น

เพราะ iPad เป็นอุปกรณ์สำหรับคนระดับบน แต่ Kindle Fire กำลังจะทำให้แท็บเบล็ทกลายเป็น "ความจำเป็นประจำวัน" ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง

ณ ราคาหกพันบาทวันนี้ เป็นไปได้ว่าในปีสองปีข้างหน้า ทุกค่ายจะต้องพยายามทำให้มันราคาต่ำลงมาอีก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการซื้อขายมากกว่าเป็นแท็บเบล็ทอย่างเดียว

เจ้าของอะเมซอน Jeff Bezos ประกาศเมื่อวานตอนเปิดตัว Kindle Fire ว่ามันไม่ใช่ tablet แต่เป็น service ซึ่งแปลว่าเขาสามารถจะขายมัน ณ ราคาต่ำกว่าทุนเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนเอามันไปใช้ซื้อหนัง, วีดีโอ, เพลง,และหนังสือและเล่นเกมส์จาก Amazon.com และเขาสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายโฆษณาได้อีก

วงการสื่อก็จะต้องปรับตัวอีกครั้งหนึ่ง หาก tablet มีราคาพอ ๆ กันมือถือและสามารถทำอะไรได้ไม่น้อยกว่ากันโดยเฉพาะหากเนื้อหาของข่าวสารและข้อมูลทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือ, เสียง, วีดีโดและ animations สามารถเอาขึ้นไปได้เพื่อกาบริโภคของผู้ใช้อย่างทันท่วงที

จากกลยุทธ Digital First อาจจะต้องปรับอีกรอบหนึ่งเป็น Mobile First

นั่นย่อมแปลว่าไม่เพียงแต่คนทำข่าวเท่านั้นที่ต้องปรับตัวตลอดเวลา แต่หัวหน้าข่าวและบรรณาธิการก็ต้องเข้าใจการปรับเปลี่ย design สำหรับการนำเอาเนื้อหาขึ้นสู่ tablet อย่างคล่องแคล่วและ update เนื้อหาได้ตลอดเวลา

อาจจะหมายถึงการสร้างหน่วยงานใหม่ที่มีความสามารถครบวงจรตั้งแต่ข่าว, เนื้อหา, การออกแบบ, การตลาดและการปรับกลยุทธในภาพรวมทั้งหมดเพื่อรองรับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ไม่เคยหยุดนิ่งแม้แต่วันเดียว

Wednesday, September 28, 2011

ฝืมือคนข่าวต้องไวจึงได้ช็อทนี้



นักข่าวที่ถ่ายคลิบนี้ทันต้องใช้กล้องมือถือที่เบียดเสียดคนใกล้ชิดนายกฯยิ่งลักษณ์เพื่อยิงช๊อทเด็ดนี้เท่านั้น หากเป็นกล้องทีวีใหญ่ที่คอยถ่ายตอนให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการหน้าทำเนียบรัฐบาลเท่านั้น ก็จะพลาดมุมนี้ไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง

นายกฯไม่ได้บอกว่า "ขำ" อะไรจึงได้ยิ้มและหัวเราะกับตัวเองได้ขนาดนั้น...วันนั้นตรงกับวันที่ 20 กันยายน, หลังประชุมคณะรัฐมนตรี และนายกฯถูกนักข่าวรุมถามมากมายหลายเรื่อง จังหวะดี, นายกฯยิ่งลักษณ์ก็ถือโอกาสหลบเข้าลิฟท์เพราะไม่ต้องตอบคำถาม

ช็อทนี้บอกคนข่าวว่าแม้นายกฯจะดูเครียดและต้องสวมบทเอาจริงเอาจังเวลาตอบคำถาม, แต่ก็มีช่วงเวลาที่เป็นตัวของตัวเอง...เมื่อหลบเข้าลิฟท์ไปได้ และนึกว่านักข่าวตามไม่ทัน และไม่รู้หรอกว่าตัวนายกฯเองมีความรู้สึกขบขันเพียงใด

ความเป็นคนข่าวฉับไวนี่แหละที่ทำให้จับคลิบนี้ได้ (จากเว็บไซท์ประชาชาติธุรกิจ)

Tuesday, September 27, 2011

คนข่าวดิจิตัล...หนึ่งสมอง, สองมือ, กระเป๋าใบเดียว



วันก่อน ผมไปฟัง Dr Dave Clark ซึ่งเป็นทั้งนักข่าวและครูสอนด้าน multimedia journalism ที่ปักกิ่งและมะนิลาเล่าถึงวิธีทำงานของนักข่าวยุคใหม่ที่สามารถใช้อุปกรณ์หลายชิ้น ใส่กระเป๋าใบเดียว และทั้งรายงาน, ถ่ายทำ, ตัดต่อด้วยตนเอง ผลิตผลงานวีดีโอที่มีคุณภาพมาตรฐานได้อย่างน่าอัศจรรย์

Dr Clark เป็นนักข่าวชาวอังกฤษ แต่ทำหน้าที่เป็น Programme Director ด้าน Multimedia ให้กับหนังสือพิมพ์ China Daily ด้วย และผลิตผลงานหลากหลายพร้อม ๆ กับสอนนักเรียนและนักข่าวให้รู้จักใช้เทคโนโลยีผสมผสานกับความคล่องตัวของนักข่าวยุคใหม่เพื่อทำงานเป็น "ทีมงานคนเดียว" อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผมถ่ายวีดีโอคลิบนี้มาให้ดูว่าในกระเป๋าใบเดียวของเขานั้นมีอะไรบ้าง...น่าทึ่งอย่างยิ่งครับ

Sunday, September 25, 2011

ตอบคำถาม Why และ How สำคัญกว่า Who, What, Where, When?


หากคนข่าวยุคดิจิตัลทำคำถามเพียงแต่สามสี่ข้อแรก, ก็เท่ากับละทิ้งหน้าที่ของการเป็น "คนข่าวมืออาชีพ" เพราะการที่ระบบอินเตอร์เน็ททำให้สามารถสื่อสารได้รวดเร็วทันการนั้น, ไม่ได้แปลว่าคนข่าวที่มีมาตรฐานจะหลงระเริงกับความสะดวกง่ายดายโดยลืมไปว่าคุณค่าของการเป็นสื่อที่มีความรับผิดชอบนั้นจะต้องยึดมั่นหลักการเดิมของการทำสื่อที่มีคุณภาพ

นั่นคือการตอบคำถามว่า Why? ต่อทุกข่าวที่มีความสำคัญของสังคม, และหากในการทำหน้าที่รายงานข่าวแล้วยังไม่สามารถจะสืบสวนหาคำตอบต่อคำถามว่า "ทำไม?" ก็ย่อมแปลว่าเรายังไม่ได้แสดงความรู้ความสามารถที่สมควรจะได้รับความไว้วางใจจากสังคม

นอกจากต้องตอบคำถามว่า Why? แล้ว, คนทำสื่อที่มีหลักการถูกต้องมั่นคงก็จะต้องตอบให้ได้ด้วยว่า How? นั่นคือการแสวงหาข้อมูลและเบื้องหลังของข่าวคราวตลอดจนการวิเคราะห์สถานการณ์ไปในอนาคตว่าสิ่งที่เกิดมาแล้ว, และอธิบายได้ว่าสาเหตุมาจากอะไร ยังจะต้องบอกต่อด้วยว่าแล้วเรื่องนี้จะกระทบต่อผู้คน "อย่างไร?" ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม, และไม่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในข่าวนั้นจะพยายามปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์แห่งตนอย่างไร

ดังนั้น, ความเร็วของยุคดิจิตัลต้องไม่หมายถึงความผิวเผิน, ร้อนรน, กระโดดจากข่าวหนึ่งไปสู่อีกข่าวหนึ่งโดยไม่สนใจที่จะล้วงลึกเข้าไปถึงส่วนลึกของเรื่องนั้น ๆ หากแต่จะต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อทำหน้าที่เจาะลึกและกว้าง, และอธิบายว่า "ทำไมและอย่างไร?" ได้อย่างรอบด้าน, แม่นยำและน่าเชื่อถืออีกด้วย

แต่เพียง "ความร้อน" (heat) ย่อมไม่ใข่คำตอบ คนทำสื่อที่มีฝีมือจริง ๆ ในยุค "อนาคตแห่งข่าว" นั้นจะต้องสนองตอบความต้องการของสังคมด้วย "แสงสว่าง" (light) อย่างจะแจ้งอีกด้วย

Wednesday, September 21, 2011

"มิเตอร์จับเท็จ" นักการเมือง...ส่วนหนึ่งของอนาคตแห่งข่าว


หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของคนข่าวไม่ว่าจะยุคไหนคือการตรวจสอบว่าใครพูดจริง, ใครพูดไม่จริง, ใครพูดความจริงเพียงด้านเดียว, หรือพูดบิดเบือนความจริงเพื่อให้ตนได้ประโยชน์?

ยิ่งคนที่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนในฐานะนักการเมืองหรือข้าราชการด้วยแล้ว, ก็ยิ่งจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนพูดต่อสาธารณชน

ผมเห็นเว็บไซท์ Politifact.com ที่เขาประกาศว่าจะตรวจสอบทุกคำพูดและคำกล่าวอ้างของนักการเมืองหรือของบุคคลสาธารณะว่าเป็นการกล่าวตามข้อเท็จจริงหรือม่ก็เห็นความพยายามที่น่าสนใจ สมควรที่คนทำสื่อโดยเฉพาะในยุคดิจิตัลที่จะต้องทำหน้าที่การตรวจข้อมูลและข่าวสารเพื่อบอกกล่าวกับประชาชนว่าสิ่งที่ "ผู้รับใช้ประชาชน" นำมาบอกกล่าวหรือหาเสียงหรือสร้างความนิยมให้กับตนเองหรือกล่าวหาผู้อื่นเพื่อประโยชน์แห่งตนนั้นมีความจริงมากน้อยเพียงใด

เป็นการทำหน้าที่ของสื่อที่รับผิดชอบที่ไม่เพียงแต่รายงานว่าใครพูดอะไรเมื่อไหร่ที่ไหนเท่านั้น (ข่าวประเภท He said/She said)หากแต่ยังจะต้องค้นหากลับไปยังแหล่งที่มาของข้ออ้างนั้น หรือตรวจสอบจากทุกแหล่งข่าวที่พึงจะหาได้ว่า คำพูดหรือข้อกล่าวอ้างของนักการเมืองแต่ละคนในแต่ละเรื่องนั้น "ชัวร์หรือมั่วนิ่ม" กันแน่

เว็บไซท์ Politifact.com เอาจริงเอาจังกับบทบาทการ "จับโกหก" ของสาธารณบุคคลถึงขั้นที่ใช้ "มิเตอร์จับเท็จ" ที่เขาเรียกว่า Truth-O-Meter เพื่อจะบอกกับสาธารณชนว่าคำพูดของนักการเมืองคนไหนเมื่อไหร่มีความจริงมากน้อยเพียงใด

เขาแบ่งเป็นประเภทของ "ชัวร์หรือมั่วนิ่ม" ว่าจริง, เท็จ, จริงบางส่วน, เท็จบางส่วน, หรือ "มั่วทั้งเพ" ไปเลย

แน่นอน การที่ฝ่ายข่าวของสื่อใดจะทำหน้าที่ตรวจสอบเช่นนี้ได้จะต้องมีความมั่นใจในความถูกต้องแม่นยำ, ความเป็นมืออาชีพ, และความน่าเชื่อถือที่สั่งสมจากประสบการณ์ ไม่โอนเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง หรือกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด เพราะ "ความน่าเชือถือ" นั้นเองคืออาวุธที่ทรงคุณค่าที่สุดสำหรับคนทำสื่อไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด

ยิ่งทุกวันนี้มีแหล่งข่าวและกลไกของการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมากมาย, การทำหน้าที่ "จับโกหก" สาธารณบุคคลก็ยิ่งทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อยู่ที่ว่าสื่อจะเห็นความสำคัญของการใช้ "มิเตอร์จับเท็จ" ในการสร้าง "อนาคตแห่งข่าว" ที่ได้มาตรฐานแห่งวิชาชีพหรือยัง?

Sunday, September 18, 2011

วันหนึ่งหากหุ่นยนต์เขียนข่าวดีกว่ามนุษย์...

หากวันนั้นมาถึง คุณในฐานะเป็นนักข่าวอาชีพจะทำอย่างไร?

"วันนั้น" ผมหมายถึงเมื่อคอมพิวเตอร์เขียนข่าวแทนนักข่าวตัวเป็น ๆ ได้อย่างที่มีการทดลองสร้าง "Robot Journalist" ที่เขียนข่าวกีฬาได้ และเกือบจะทำได้ดีกว่านักข่าวกีฬาที่เป็นมนุษย์ปกติอย่างที่รายงานในรายการวิทยุของ NPR ที่วิเคราะห์ผ่านโครงการ Narrative Science

เขาทำนายไว้อย่างท้าทายว่าอีกห้าปี เจ้าหุ่นยนต์นักข่าวนี้อาจจะเขียนข่าวได้ดีถึงขั้นได้รางวัลพูลิทซอร์ทีเดียว...เรียกว่าสามารถเอาชนะนักข่าวธรรมดาได้

กระบวนการของการให้คอมพิวเตอร์เขียนข่าวอย่างเป็นกิจลักษณะคือการป้อนข้อมูลทั้งหลายเข้าไป (ก็โดยมนุษย์นี่แหละ) เพื่อบอกให้เขียนตามสูตรที่กำหนดเอาไว้ (ก็โดยมนุษย์เองอีกนี่แหละ) และสามารถผลิตผลงานออกมาเนี๊ยบกว่าที่นักข่าวที่เป็นคนธรรมดาเขียนได้เอง

ผมว่าความเป็นไปได้นั้นมีอยู่ เพราะถึงจุดหนึ่งเมื่อมนุษย์สอนให้ "นักข่าวหุ่นยนต์" มีความ "ฉลาด" ได้ด้วยการใส่ข้อมูลและสูตรต่าง ๆ เข้าไปได้แล้ว มันก็สามารถผลิตผลงาน "ดิจิตัล" ออกมาได้อย่างเป็นระบบ...

นี่ย่อมแปลว่าหากคนข่าววันนี้ไม่ปรับตัวและใช้สมองอย่างชาญฉลาด และฝึกฝนตนให้ใช้วิธีคิดอย่างสร้างสรรค์เกินกว่าคอมพิวเตอร์จะทำได้, "วันนั้น" ก็จะมาถึงโดยไม่ช้าเกินไปนัก

"วันนั้น" คือวันที่หุ่นยนต์ทำหน้าที่ "คนข่าว" ได้ดีกว่า "คน" จริง ๆ

น่ากลัว น่าหวาดหวั่น และน่าสยองยิ่งนักสำหรับคนทำสื่อที่ยืนยันว่าจะไม่ปรับไม่เปลี่ยนและไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเอง

(แน่ใจได้อย่างไรว่าข้อความข้างบนนี้ไม่ได้เขียนโดยหุ่นยนต์นักข่าว?)