Sunday, September 4, 2011

ตัวอย่างกติกาการใช้ social media ของนักข่าว Washington Post



หนังสือพิมพ์ Washington Post เพิ่งออก "คู่มือการใช้ social media" ให้คนข่าวของตัวเองหลังจากที่สื่ออื่น ๆ ได้วางกติกาสำหรับการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Facebook หรือ Twitter หรือเครือข่ายสังคมอื่น ๆ

บางแห่งก็เคร่งครัด, อีกบางแห่งก็ค่อนข้างจะเปิดเสรีให้นักข่าวสามารถส่งข้อความที่เป็นทั้งส่วนตัวหรือในนามขององค์กร แต่ Washington Post ดูเหมือนจะเน้นว่าไม่ว่าคุณจะทำในฐานะส่วนตัวหรือไม่, สาธารณชนก็ยังถือว่าคุณเป็นคนของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้อยู่ดี ดังนั้น, อย่าได้แสดงอคติหรือความเห็นใด ๆ ที่คนข่าวไม่พึงจะแสดง และกติกาแห่งการเป็น "มืออาชีพ" เช่นนี้จะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันกับการทำหนังสือพิมพ์หรือทีวีหรือใน social network ทั้งหลาย

ต่อไปนี้คือ "Guidlines" ที่กองบรรณาธิการ Washington Post ประกาศเป็นหลักปฏิบัติในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสังคมที่กำลังมีบทบาทต่อการทำงานของคนข่าวยุคดิจิตัลมากชึ้นทุกวัน

The following are effective immediately:

Newsroom Guidelines for Use of Facebook, Twitter and Other Online Social Networks

Social networks are communications media, and a part of our everyday lives. They can be valuable tools in gathering and disseminating news and information. They also create some potential hazards we need to recognize. When using social networking tools for reporting or for our personal lives, we must remember that Washington Post journalists are always Washington Post journalists. The following guidelines apply to all Post journalists, without limitation to the subject matter of their assignments.

Using Social Networking Tools for Reporting

When using social networks such as Facebook, LinkedIn, My Space or Twitter for reporting, we must protect our professional integrity. Washington Post journalists should identify themselves as such. We must be accurate in our reporting and transparent about our intentions when participating. We must be concise yet clear when describing who we are and what information we seek.

When using these networks, nothing we do must call into question the impartiality of our news judgment. We never abandon the guidelines that govern the separation of news from opinion, the importance of fact and objectivity, the appropriate use of language and tone, and other hallmarks of our brand of journalism.

Our online data trails reflect on our professional reputations and those of The Washington Post. Be sure that your pattern of use does not suggest, for example, that you are interested only in people with one particular view of a topic or issue.

Using Social Networking Tools for Personal Reasons

All Washington Post journalists relinquish some of the personal privileges of private citizens. Post journalists must recognize that any content associated with them in an online social network is, for practical purposes, the equivalent of what appears beneath their bylines in the newspaper or on our website.

What you do on social networks should be presumed to be publicly available to anyone, even if you have created a private account. It is possible to use privacy controls online to limit access to sensitive information. But such controls are only a deterrent, not an absolute insulator. Reality is simple: If you don’t want something to be found online, don’t put it there.

Post journalists must refrain from writing, tweeting or posting anything—including photographs or video—that could be perceived as reflecting political, racial, sexist, religious or other bias or favoritism that could be used to tarnish our journalistic credibility. This same caution should be used when joining, following or friending any person or organization online. Post journalists should not be involved in any social networks related to advocacy or a special interest regarding topics they cover, unless specifically permitted by a supervising editor for reporting and so long as other standards of transparency are maintained while doing any such reporting.

Post journalists should not accept or place tokens, badges or virtual gifts from political or partisan causes on pages or sites, and should monitor information posted on your own personal profile sites by those with whom you are associated online for appropriateness.

Personal pages online are no place for the discussion of internal newsroom issues such as sourcing, reporting of stories, decisions to publish or not to publish, personnel matters and untoward personal or professional matters involving our colleagues. The same is true for opinions or information regarding any business activities of The Washington Post Company. Such pages and sites also should not be used to criticize competitors or those who take issue with our journalism or our journalists.

If you have questions about any of these matters, please check with your supervisor or a senior editor.

NOTE: These guidelines apply to individual accounts on online social networks, when used for reporting and for personal use. Separate guidelines will follow regarding other aspects of Post journalism online

Thursday, September 1, 2011

ใครบอกว่าสิ้นยุคพิมพ์ดีดแล้ว?


ใครบอกว่าเครื่องพิมพ์ดีดหมดไปจากโลกนี้แล้ว?

นี่ครับ, ที่กรุงเดลฮี, อินเดีย, มันยังเป็นอุปกรณ์สำหรับการพิมพ์ข้อความของเจ้าหน้าที่ศาลบางแห่งในการรายงานรายละเอียดของคดี
และในกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ของอินเดีย,ซึ่งมีชื่อเสียงยาวนานเรื่องระบบราชการที่ต้องเก็บเอกสารเป็นกอง ๆ (ไม่ว่าจะมีใครเอาไปใช้หรือไม่
ก็ตาม) ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยยังยืนยันว่าจะต้องพิมพ์เอกสารด้วยเครื่องพิมพ์ดีดโบราณเพราะหลายแห่งยังไม่มีงบประมาณสำหรับ
คอมพิวเตอร์

นอกจากระบบราชการคร่ำครึของอินเดียที่ทำให้เครื่องพิมพ์ดีดยังไม่หายไปจากที่นั่น คนอายุวัยเกิน 50 และหนุ่มสาวในชนบทจำนวนไม่น้อยยังใช้
พิมพ์ดีดสำหรับการพิมพ์เอกสารทั้งของส่วนตัวและที่สำนักงาน

ต้องไม่ลืมว่าที่อินเดียซึ่งมีประชากรเกิน 1,000 ล้านคนวันนี้, ยังมีอีกไม่น้อยกว่า 400 ล้านคนที่อยู่ในหมู่บ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้

ในภาวะที่ไม่มีไฟฟ้าหรือไฟฟ้าติด ๆ ดับ ๆ นั้น, จะมีอะไรน่าไว้วางใจได้เท่ากับ "อีแก่" หรือพิมพ์ดีดผู้ซื่อสัตย์เล่า?

และเชื่อหรือไม่ว่ารัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งในเดลฮี, มุมไบและกัลกัตตา, ใครมาสมัครงานราชการก็ยังต้องสอบพิมพ์ดีดก่อนได้รับการบรรจุเข้า
ทำงาน

ซึ่งย่อมแปลว่ายังมีช่องว่างสำหรับโรงเรียนสอนพิมพ์ดีด, ร้านขายพิมพ์ดีดมือสองและช่างซ่อมพิมพ์ดีดอยู่

ครับ อินเดียมีทั้งเมืองทันสมัยพร้อมไฮเทคล่าสุดตั้งอยู่เคียงคู่กับเมืองที่ยังใช้พิมพ์ดีดโบราณเพื่อทำงานประจำวันไม่ต่างจากเมื่อร้อยสองร้อยปีก่อน

ผมจำได้ว่า ตอนเรียนหนังสือ จะสอบผ่านวิชาพิมพ์ดีดได้ต้องไม่ต่ำกว่า 60 คำต่อนาที

วันนี้ คนที่เป็นแชมป์พิมพ์ดีดของอินเดียพิมพ์ได้นาทีละ 117 คำ!

Wednesday, August 31, 2011

อนาคตของการอ่านข่าวบนโต๊ะอาหารเช้า


New York Times R&D Lab: The kitchen table of the Future


นักวิจัยห้องทดลองอนาคตของข่าวของ The New York Times แอบคิดว่าในอนาคตที่โต๊ะอาหารเช้า แทนที่จะอ่านหนังสือพิมพ์จากกระดาษ, จะติดตามข่าวสารและบทความรวมถึงภาพและวีดีโอได้อย่างทันท่วงทีและยังมีบรรยากาศของการ "อ่านหนังสือพิมพ์" ได้อย่างไร


คนข่าววันนี้เมื่อเห็น "จินตนาการ" อนาคตของการเสพข่าวเป็นเช่นนี้ย่อมรู้ว่าจะต้องปรับตัวในการผลิต content ให้หลากหลายและลุ่มลึกอย่างไร



Saturday, August 27, 2011

สตูดิโอส่วนตัวของคนข่าวยุคดิจิตัล...ง่าย ๆ แต่คล่องแคล่ว


คนข่าวยุคดิจิตัลทำงานที่ไหนก็ได้ ตราบเท่าที่มีอุปกรณ์คล่องตัวและสามารถค้นหาข้อมูลและสาระสำหรับการสร้าง content เพื่อนำเสนอผ่านเครือข่ายทุกรูปแบบ

นี่เป็น "สตูดิโอ" ส่วนตัวของผม ติดตั้งไฟและ blue screen ง่าย ๆ...ใช้กล้อง iPhone 4 (กำลังจะทดลองกับ Galaxy 2 ที่คุยว่าคุณภาพวีดีโอดีกว่า) อัดบทวิเคราะห์ข่าวสั้นกระชับไม่เกินสามนาทีต่อคลิบ, ตัดต่อแบบง่าย ๆ, ส่งขึ้น YouTube หรือขึ้นเว็บไซท์ www.suthichaiyoon.com หรือ blog ของผม อีกทั้งคุณภาพ broadcast quality ก็สามารถเอาเข้ารายการทีวีได้อย่างไม่ยากเย็น

หากนักข่าวทุกคนสร้างความเป็น mobile journalist ให้กับตัวเองได้ ก็สามารถผลิตงานได้อย่างคล่องตัวและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงาน, ที่บ้านหรือระหว่างเดินทางได้

เป็นการสร้างผลงานสร้าง brand ที่มีเนื้อหาแปลกและแตกต่างไปจากคนข่าวกระแสหลักทั่วไปที่ยังปฏิเสธที่จะปรับตัวเพราะความลังเล, ความกลัว, ความไม่แน่ใจหรืออัตตาสูงอะไรก็ตามที

ไม่ปรับก็พับฐานในอนาคตอันใกล้นี่แหละครับ

Tuesday, August 23, 2011

ฮาร์วาร์ดก็ตื่นเต้นกับ "อนาคตของข่าว"

ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, เขาประกาศประกวด "วีดีโอคลิบสองนาที" ในหัวข้อ "The Future of News" เพื่อกระตุ้น
ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าด้วยอนาคตของสื่อสารมวลชนในยุคดิจิตัลเหมือนที่เรากำลังให้ความสนใจที่เมืองไทยเช่นกัน

Sunday, August 21, 2011

การรักษา 'ระยะห่าง' คือหัวใจแห่งมาตรฐานวิชาชีพสื่อ


คำว่า "รักษาระยะห่าง" ได้รับการเอ่ยขานกันในเกือบทุกแวดวงที่เป็นห่วงใยประเด็น "จริยธรรม" แห่งวิชาชีพโดยเฉพาะในแวดวงสื่อมวลชนที่กำลังถูกสังคมจับตาถึงมาตรฐานแห่งการดำรงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพที่ไม่ถูกกลุ่มผลประโยชน์ใดเข้ามาครอบงำและกำหนดวิถีปฏิบัติในการทำหน้าที่

คนข่าวยุคใหม่ที่ใช้ความเร็วและสร้างเครือข่ายเพื่อการทำหน้าที่ของตนจะต้องระมัดระวังเรื่อง "รักษาระยะห่าง" อย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะในการทำหน้าที่ของคนข่าวนั้นคำว่า connection กับ networking บางครั้งผู้เกี่ยวข้องก็อาจะแยกไม่ออก หรือจงใจที่จะไม่แยกแยะให้ให้เห็นความแตกต่าง

การสร้าง network เพื่อสร้างความสันพันธ์ในเชิงสร้างแหล่งข่าวเพื่อการทำงานให้รอบด้านและลุ่มลึก กับการสร้าง connection ส่วนตัวเพื่อให้เกิด "ความใกล้ชิดเป็นพิเศษ" นั้นย่อมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะผู้บริโภคข่าวย่อมจะต้องการแน่ใจว่าคนข่าวที่เขาไว้วางใจนั้นจะต้องไม่รายงานข่าวหรือวิเคราะห์เนื้อหาของข่าวที่มาจากความ สนิทสนมคุ้นเคยเป็นส่วนตัวกับแหล่งข่าวอันอาจจะส่อไปในทางที่มีอคติ ไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบ

คนข่าวที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของสังคมได้นั้นจะต้องดำรงความเป็นอิสระทางด้านความคิดและแนวทางการทำงานด้วยการ "รักษาระยะห่าง" กับแหล่งข่าวอย่างเหมาะสม, ไม่ใกล้ชิดคุ้นเคยจนสงสัยได้ว่ามีผลประโยชน์ส่วนตนที่ไปเกี่ยวพัน หรือทำกิจกรรมส่วนตัวร่วมกันในลักษณะที่อาจถูกตีความว่าสามารถทำให้คนข่าวคนนั้นลำเอียงหรือโอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับแหล่งข่าวนั้น ๆ

นักข่าวบางคนอาจจะอ้าง "เวลาส่วนตัว" ในการทำ "กิจกรรมส่วนตัว" กับ "เพื่อนส่วนตัว" เพื่ออธิบาย "ความสนิทสนมเป็นพิเศษ" ของตนกับแหล่งข่าว

แต่เมื่อใครอาสาเข้ามาทำหน้าที่เป็น "สื่ออาชีพ" ที่อ้างสิทธิ์ของความเป็นสื่อมวลชนกับสังคมโดยส่วนรวมแล้ว สิ่งหนึ่งที่คนข่าวจะต้องยอมสละไปคือ "ความเป็นส่วนตัว" ที่จะเอ่ยอ้างเพื่อจะยังดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตเหมือนคนอาชีพอื่น ๆ

เพราะการที่สังคมให้ความเคารพนับถือและสิทธิพิเศษบางประการกับ "ฐานันดรที่สี่" นั้นก็ย่อมแปลว่าสังคมคาดหวังในมาตรฐานแห่งจริยธรรมจากคนอาชีพสื่อสารมวลชนที่สูงกว่าคนอาชีพอื่น ๆ เช่นกัน

การ "รักษาระยะห่าง" อันเหมาะควรระหว่างคนข่าวกับแหล่งข่าวจึงเป็นหนึ่งใน "มาตรฐาน" ที่สำคัญยิ่งสำหรับคนข่าว, ไม่ว่าจะยุคนี้หรือยุคไหน, ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกลไปถึงจุดใด

เพราะท้ายที่สุดจริยธรรมไม่เคยล้าสมัย, และ "ความศรัทธาเชื่อถือ" ไม่เคยถูกเทคโนโลยีมาบดบังให้เลือนหายได้

Tuesday, August 16, 2011

เจาะข่าววอเตอร์เกต...วันนี้ นักข่าวดิจิตัลทำดีกว่าได้หรือไม่?


คนเป็นนักข่าวต้องมีความมุ่งมั่นที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือทำหน้าที่เป็นสื่อของมวลชนเพื่อ "เปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีกว่าที่เป็นอยู่" และนั่นย่อมหมายถึงการฝึกปรือตนเองให้เป็นนักข่าวที่สืบค้นเบื้องหลังเบื้องความไม่ชอบมาพากลของผู้มีอำนาจอย่างไม่เกรงกลัว, ยืนหยัดและด้วยฝีมือการทำงานอย่างมืออาชีพ

เช่นกรณีนักข่าวหัวเห็ดสองคนของหนังสือพิมพ์ Washington Post ที่ทำหน้าที่ขุดคุ้ยพฤติกรรมที่ผิดทำนองคลองธรรมของริชาร์ด นิกสันในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯในช่วง 1972 จนต้องลาออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศในปี 1974 จนกลายเป็นตำนานการเมืองและสื่อมวลชนของโลกมาจนทุกวันนี้

Carl Bernstein กับ Bob Woodword ใช้วิธีการเจาะหาข่าวอย่างบากบั่นมุ่งมั่น,ค้นหาข้อมูล, ตามเจาะเช็คที่ออกจากธนาคารไปถึงคนในทำเนียบขาวและผู้วางแผนร้ายในการกลั่นแกล้งพรรคฝ่ายตรงกันข้าม, รวมไปถึงการต้องตื้อรอสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องอย่างชนิดหามรุ่งหามค่ำ, และต้องใช้วิธีการไม่ปกติเพื่อให้ได้มาซึ่งประเด็นข่าวที่หาได้ยากยิ่งหากไม่ดึงดันและอดทนอย่างถึงที่สุด

แน่นอนว่าแรงกดดันจากนิกสันถึงตัวนักข่าวเอง , บรรณาธิการตลอดไปถึงเจ้าของหนังสือพิมพ์ระหว่างที่สองนักข่าวนี้พยายามจะชอนไชหาข้อมูลมายืนยันข่าวลือข่าวปล่อยต่าง ๆ นั้นมีหนักหน่วงรุนแรง แต่ก็ต้องถือเป็นเครดิตของคนในกองบรรณาธิการทุกระดับที่ยึดมั่นในอุดมการณ์การทำข่าวอย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมให้อุปสรรคนานัปประการมาทำให้การทำหน้าที่เพื่อสาธารณประโยชน์ต้องหยุดชะงักหรือถูกบ่อนทำลายเสียก่อน, ไม่ว่าจะด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว, ทางการเมืองหรือทางธุรกิจก็ตาม

มีนักข่าวถามผมว่ายุคสมัยนั้นวงการข่าวยังไม่มีอินเตอร์เน็ท, ไม่มีโทรศัพท์มือถือ, ไม่มีเว็บไซท์, ไม่มี Facebook และ Twitter ใช้โทรศัพท์ตั้งโต๊ะ, ปากกาดินสอ, และไปยืนดัหน้าบ้านแหล่งข่าว แต่ก็สารถทำข่าวได้ลุ่มลึกมีผลกว้างไกลขนาดนั้น...วันนี้ในยุคดิจิตัล, ทำไมเราไม่เห็นข่าว "เจาะ" อย่างนี้บ้าง?

ผมตอบว่าย้อนกลับไปดูการทำงานของสองนักข่าววอเตอร์เกตนี้แล้ว ไม่มีอะไรที่เขาสองคนทำได้ตอนนั้นที่อุปกรณ์หรือวิธีการทำงานหรือกฎหมายบ้านเมืองจะทำไม่ได้ในตอนนี้

ตรงกันข้าม, ยิ่งทุกวันนี้มี social media หนุนอยู่ อีกทั้งอุปกรณ์การหาข่าวและการสร้างแหล่งข่าวเครือข่ายสังคมมหาศาล นักข่าววันนี้จึงควรจะยิ่งจะสามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่าสองนักข่าว Watergate ด้วยซ้ำไป

อนาคตของนักข่าวอาชีพจึงต้องสร้างความมุ่งมั่นและทุ่มเทต่ออุดมการณ์ในการ "เปิดโปง" ความจริงเพื่อรับใช้สังคมมากกว่าทีผ่านมา

เพราะวันนี้ คนข่าวไม่มีข้ออ้างใด ๆ ที่จะทำหน้าที่เหมือนที่สองนักข่าววอเตอร์เกตได้ทำเป็นตัวอย่างมาแล้ว