Wednesday, August 31, 2011

อนาคตของการอ่านข่าวบนโต๊ะอาหารเช้า


New York Times R&D Lab: The kitchen table of the Future


นักวิจัยห้องทดลองอนาคตของข่าวของ The New York Times แอบคิดว่าในอนาคตที่โต๊ะอาหารเช้า แทนที่จะอ่านหนังสือพิมพ์จากกระดาษ, จะติดตามข่าวสารและบทความรวมถึงภาพและวีดีโอได้อย่างทันท่วงทีและยังมีบรรยากาศของการ "อ่านหนังสือพิมพ์" ได้อย่างไร


คนข่าววันนี้เมื่อเห็น "จินตนาการ" อนาคตของการเสพข่าวเป็นเช่นนี้ย่อมรู้ว่าจะต้องปรับตัวในการผลิต content ให้หลากหลายและลุ่มลึกอย่างไร



Saturday, August 27, 2011

สตูดิโอส่วนตัวของคนข่าวยุคดิจิตัล...ง่าย ๆ แต่คล่องแคล่ว


คนข่าวยุคดิจิตัลทำงานที่ไหนก็ได้ ตราบเท่าที่มีอุปกรณ์คล่องตัวและสามารถค้นหาข้อมูลและสาระสำหรับการสร้าง content เพื่อนำเสนอผ่านเครือข่ายทุกรูปแบบ

นี่เป็น "สตูดิโอ" ส่วนตัวของผม ติดตั้งไฟและ blue screen ง่าย ๆ...ใช้กล้อง iPhone 4 (กำลังจะทดลองกับ Galaxy 2 ที่คุยว่าคุณภาพวีดีโอดีกว่า) อัดบทวิเคราะห์ข่าวสั้นกระชับไม่เกินสามนาทีต่อคลิบ, ตัดต่อแบบง่าย ๆ, ส่งขึ้น YouTube หรือขึ้นเว็บไซท์ www.suthichaiyoon.com หรือ blog ของผม อีกทั้งคุณภาพ broadcast quality ก็สามารถเอาเข้ารายการทีวีได้อย่างไม่ยากเย็น

หากนักข่าวทุกคนสร้างความเป็น mobile journalist ให้กับตัวเองได้ ก็สามารถผลิตงานได้อย่างคล่องตัวและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงาน, ที่บ้านหรือระหว่างเดินทางได้

เป็นการสร้างผลงานสร้าง brand ที่มีเนื้อหาแปลกและแตกต่างไปจากคนข่าวกระแสหลักทั่วไปที่ยังปฏิเสธที่จะปรับตัวเพราะความลังเล, ความกลัว, ความไม่แน่ใจหรืออัตตาสูงอะไรก็ตามที

ไม่ปรับก็พับฐานในอนาคตอันใกล้นี่แหละครับ

Tuesday, August 23, 2011

ฮาร์วาร์ดก็ตื่นเต้นกับ "อนาคตของข่าว"

ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, เขาประกาศประกวด "วีดีโอคลิบสองนาที" ในหัวข้อ "The Future of News" เพื่อกระตุ้น
ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าด้วยอนาคตของสื่อสารมวลชนในยุคดิจิตัลเหมือนที่เรากำลังให้ความสนใจที่เมืองไทยเช่นกัน

Sunday, August 21, 2011

การรักษา 'ระยะห่าง' คือหัวใจแห่งมาตรฐานวิชาชีพสื่อ


คำว่า "รักษาระยะห่าง" ได้รับการเอ่ยขานกันในเกือบทุกแวดวงที่เป็นห่วงใยประเด็น "จริยธรรม" แห่งวิชาชีพโดยเฉพาะในแวดวงสื่อมวลชนที่กำลังถูกสังคมจับตาถึงมาตรฐานแห่งการดำรงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพที่ไม่ถูกกลุ่มผลประโยชน์ใดเข้ามาครอบงำและกำหนดวิถีปฏิบัติในการทำหน้าที่

คนข่าวยุคใหม่ที่ใช้ความเร็วและสร้างเครือข่ายเพื่อการทำหน้าที่ของตนจะต้องระมัดระวังเรื่อง "รักษาระยะห่าง" อย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะในการทำหน้าที่ของคนข่าวนั้นคำว่า connection กับ networking บางครั้งผู้เกี่ยวข้องก็อาจะแยกไม่ออก หรือจงใจที่จะไม่แยกแยะให้ให้เห็นความแตกต่าง

การสร้าง network เพื่อสร้างความสันพันธ์ในเชิงสร้างแหล่งข่าวเพื่อการทำงานให้รอบด้านและลุ่มลึก กับการสร้าง connection ส่วนตัวเพื่อให้เกิด "ความใกล้ชิดเป็นพิเศษ" นั้นย่อมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะผู้บริโภคข่าวย่อมจะต้องการแน่ใจว่าคนข่าวที่เขาไว้วางใจนั้นจะต้องไม่รายงานข่าวหรือวิเคราะห์เนื้อหาของข่าวที่มาจากความ สนิทสนมคุ้นเคยเป็นส่วนตัวกับแหล่งข่าวอันอาจจะส่อไปในทางที่มีอคติ ไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบ

คนข่าวที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของสังคมได้นั้นจะต้องดำรงความเป็นอิสระทางด้านความคิดและแนวทางการทำงานด้วยการ "รักษาระยะห่าง" กับแหล่งข่าวอย่างเหมาะสม, ไม่ใกล้ชิดคุ้นเคยจนสงสัยได้ว่ามีผลประโยชน์ส่วนตนที่ไปเกี่ยวพัน หรือทำกิจกรรมส่วนตัวร่วมกันในลักษณะที่อาจถูกตีความว่าสามารถทำให้คนข่าวคนนั้นลำเอียงหรือโอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับแหล่งข่าวนั้น ๆ

นักข่าวบางคนอาจจะอ้าง "เวลาส่วนตัว" ในการทำ "กิจกรรมส่วนตัว" กับ "เพื่อนส่วนตัว" เพื่ออธิบาย "ความสนิทสนมเป็นพิเศษ" ของตนกับแหล่งข่าว

แต่เมื่อใครอาสาเข้ามาทำหน้าที่เป็น "สื่ออาชีพ" ที่อ้างสิทธิ์ของความเป็นสื่อมวลชนกับสังคมโดยส่วนรวมแล้ว สิ่งหนึ่งที่คนข่าวจะต้องยอมสละไปคือ "ความเป็นส่วนตัว" ที่จะเอ่ยอ้างเพื่อจะยังดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตเหมือนคนอาชีพอื่น ๆ

เพราะการที่สังคมให้ความเคารพนับถือและสิทธิพิเศษบางประการกับ "ฐานันดรที่สี่" นั้นก็ย่อมแปลว่าสังคมคาดหวังในมาตรฐานแห่งจริยธรรมจากคนอาชีพสื่อสารมวลชนที่สูงกว่าคนอาชีพอื่น ๆ เช่นกัน

การ "รักษาระยะห่าง" อันเหมาะควรระหว่างคนข่าวกับแหล่งข่าวจึงเป็นหนึ่งใน "มาตรฐาน" ที่สำคัญยิ่งสำหรับคนข่าว, ไม่ว่าจะยุคนี้หรือยุคไหน, ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกลไปถึงจุดใด

เพราะท้ายที่สุดจริยธรรมไม่เคยล้าสมัย, และ "ความศรัทธาเชื่อถือ" ไม่เคยถูกเทคโนโลยีมาบดบังให้เลือนหายได้

Tuesday, August 16, 2011

เจาะข่าววอเตอร์เกต...วันนี้ นักข่าวดิจิตัลทำดีกว่าได้หรือไม่?


คนเป็นนักข่าวต้องมีความมุ่งมั่นที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือทำหน้าที่เป็นสื่อของมวลชนเพื่อ "เปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีกว่าที่เป็นอยู่" และนั่นย่อมหมายถึงการฝึกปรือตนเองให้เป็นนักข่าวที่สืบค้นเบื้องหลังเบื้องความไม่ชอบมาพากลของผู้มีอำนาจอย่างไม่เกรงกลัว, ยืนหยัดและด้วยฝีมือการทำงานอย่างมืออาชีพ

เช่นกรณีนักข่าวหัวเห็ดสองคนของหนังสือพิมพ์ Washington Post ที่ทำหน้าที่ขุดคุ้ยพฤติกรรมที่ผิดทำนองคลองธรรมของริชาร์ด นิกสันในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯในช่วง 1972 จนต้องลาออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศในปี 1974 จนกลายเป็นตำนานการเมืองและสื่อมวลชนของโลกมาจนทุกวันนี้

Carl Bernstein กับ Bob Woodword ใช้วิธีการเจาะหาข่าวอย่างบากบั่นมุ่งมั่น,ค้นหาข้อมูล, ตามเจาะเช็คที่ออกจากธนาคารไปถึงคนในทำเนียบขาวและผู้วางแผนร้ายในการกลั่นแกล้งพรรคฝ่ายตรงกันข้าม, รวมไปถึงการต้องตื้อรอสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องอย่างชนิดหามรุ่งหามค่ำ, และต้องใช้วิธีการไม่ปกติเพื่อให้ได้มาซึ่งประเด็นข่าวที่หาได้ยากยิ่งหากไม่ดึงดันและอดทนอย่างถึงที่สุด

แน่นอนว่าแรงกดดันจากนิกสันถึงตัวนักข่าวเอง , บรรณาธิการตลอดไปถึงเจ้าของหนังสือพิมพ์ระหว่างที่สองนักข่าวนี้พยายามจะชอนไชหาข้อมูลมายืนยันข่าวลือข่าวปล่อยต่าง ๆ นั้นมีหนักหน่วงรุนแรง แต่ก็ต้องถือเป็นเครดิตของคนในกองบรรณาธิการทุกระดับที่ยึดมั่นในอุดมการณ์การทำข่าวอย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมให้อุปสรรคนานัปประการมาทำให้การทำหน้าที่เพื่อสาธารณประโยชน์ต้องหยุดชะงักหรือถูกบ่อนทำลายเสียก่อน, ไม่ว่าจะด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว, ทางการเมืองหรือทางธุรกิจก็ตาม

มีนักข่าวถามผมว่ายุคสมัยนั้นวงการข่าวยังไม่มีอินเตอร์เน็ท, ไม่มีโทรศัพท์มือถือ, ไม่มีเว็บไซท์, ไม่มี Facebook และ Twitter ใช้โทรศัพท์ตั้งโต๊ะ, ปากกาดินสอ, และไปยืนดัหน้าบ้านแหล่งข่าว แต่ก็สารถทำข่าวได้ลุ่มลึกมีผลกว้างไกลขนาดนั้น...วันนี้ในยุคดิจิตัล, ทำไมเราไม่เห็นข่าว "เจาะ" อย่างนี้บ้าง?

ผมตอบว่าย้อนกลับไปดูการทำงานของสองนักข่าววอเตอร์เกตนี้แล้ว ไม่มีอะไรที่เขาสองคนทำได้ตอนนั้นที่อุปกรณ์หรือวิธีการทำงานหรือกฎหมายบ้านเมืองจะทำไม่ได้ในตอนนี้

ตรงกันข้าม, ยิ่งทุกวันนี้มี social media หนุนอยู่ อีกทั้งอุปกรณ์การหาข่าวและการสร้างแหล่งข่าวเครือข่ายสังคมมหาศาล นักข่าววันนี้จึงควรจะยิ่งจะสามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่าสองนักข่าว Watergate ด้วยซ้ำไป

อนาคตของนักข่าวอาชีพจึงต้องสร้างความมุ่งมั่นและทุ่มเทต่ออุดมการณ์ในการ "เปิดโปง" ความจริงเพื่อรับใช้สังคมมากกว่าทีผ่านมา

เพราะวันนี้ คนข่าวไม่มีข้ออ้างใด ๆ ที่จะทำหน้าที่เหมือนที่สองนักข่าววอเตอร์เกตได้ทำเป็นตัวอย่างมาแล้ว

Friday, August 12, 2011

ข่าวที่มีอนาคตคือข่าว "ต้นแบบ"


คนข่าวยุคหน้าไม่เพียงแต่จะต้องผลิตข่าวและเนื้อหาสาระที่ "แตกต่าง" เท่านั้น แต่ยังต้องให้สาธารณชนผู้บริโภคข่าวเห็นว่าเป็น "ข่าวต้นแบบ" หรือ Original Reporting ที่หาจากแหล่งอื่นไม่ได้อีกด้วย

ในโลกอินเตอร์เน็ทที่มีข่าวสารล้นเกินนั้น ส่วนใหญ่เป็นการลอกกันไปมา หรือไม่ก็ copy and paste เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ได้แสดงถึงความรู้ความสามารถของคนทำข่าวในยุคดิจิตัลที่จะต้องพิสูจน์ฝีมือด้วยการแสวงหาสาระที่ใหม่, ฉีกจากที่เป็นข่าวพื้น ๆ หรือข่าว "รูทีน" ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้

คุณค่าของข่าวรูทีนจะค่อย ๆ สลายหายไป และไม่มีใครพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกกับ "ข่าวโหล" ที่หาที่ไหนก็ได้ และไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับผู้บริโภาคข่าวอีกต่อไป

คำว่า Original Reporting ย่อมหมายถึงการที่คนข่าวไปยังที่เกิดเหตุ, เจาะเข้าไปถึงเนื้อหาของข่าวอย่างลุ่มลึก, สะท้อนถึงผลของความเป็นไปที่มีต่อชุมชนนั้น ๆ และพร้อมที่จะผลิตในรูปแบบ multimedia ทั้งตัวหนังสือ, เสียง, วีดีโอและ Inforgraphics ตลอดไปถึง Animations ที่จะทำให้การ "เล่าเรื่อง" ดำเนินไปอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และไม่อาจจะหาได้จากนักข่าวคนอื่น

ซึ่งย่อมแปลว่าคนข่าวยุคดิจิตัลจะต้องฝึกฝนตนอย่างเอาจริงเอาจังตลอดเวลา เพื่อสร้าง "ข่าวต้นแบบ" ที่มีคุณค่าอันน่าติดตามและแสวงหา

ไม่ทำเหมือนใคร, และไม่ยอมให้ใครมาทำเหมือน

Wednesday, August 10, 2011

คนข่าวจะไม่ใช่ "เจ้าของข่าว" อีกต่อไป


การปรับตัวของคนข่าวสำหรับอนาคตนั้นต้องเริ่มต้นที่ทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าคนทำข่าวไม่ใช่ "เจ้าของข่าว" อย่างที่เคยเชื่อมาช้านานอีกต่อไป

ต่อไปนี้ข่าวจะเป็นของ "ผู้บริโภคข่าว" เป็นสมบัติสาธารณะที่จะไปแบ่งปันกันได้อย่างกว้างขวาง

และคนข่าวต้องสำเหนียกว่า "ข่าว" แต่ละชิ้นที่ตนผลิตนั้นหาได้เป็น "จุดสิ้นสุด" ที่ทุกคนต้องเชื่อและถือเป็นข้อสรุปเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างที่เป็นมาตรฐานแห่งความคิดของสังคมเก่า

ตรงกันข้าม, ข่าวทุกชิ้นจากนี้ไปจะเป็นเพียง "จุดเริ่มต้น" เท่านั้น เพราะเป้าหมายของคนทำข่าวจะต้องเป็นว่าข่าวแต่ละประเด็นที่คนข่าวอาชีพนำเสนอในโลกดิจิตัลนั้นเป้าหมายสุดท้ายที่แท้จริงก็คือการนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดการแสดงความเห็น, การต่อเติมเสริแต่งเนื้อหาตามที่แต่ละผู้บริโภคข่าวจะนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนมากที่สุด

แต่ก่อน เราเคยเชื่อว่าเมื่อเราเสนอข่าวไปแล้วชิ้นใด, นั่นคือ "ความจริงทุกสิ่งอัน" ที่ผู้อ่าน, ผู้ฟังและผู้ชมจะต้องรับไปทั้งดุ้น ซึ่งอาจจะเป็นความจริงในโลกสื่อสารมวลชนแบบเก่า แต่วันนี้ เมื่ออินเตอร์เน็ทและโลกดิจิตัลสร้างพลังอำนาจให้กับผู้รับสารได้อย่างเอกอุและกว้างขว้างไร้ขีดจำกัดแล้ว, ผลงานของคนข่าวอาชีพก็เป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาของสาธารณชนที่จะนำไปปะติดปะต่อกับข่าวสารด้านอื่น ๆ ที่วิ่งไล่ล่าผู้คนจากทุกมุมโลกในทุกยามเวลาทั้งยามหลับและยามตื่น

พูดอีกนัยหนึ่ง, สิ่งที่คนข่าวอาชีพจะต้องสำนึกก็คือว่าต่อแต่นี้ไปอำนาจการควบคุมการไหลเทของข่าวและเนื้อหาข่าวมิได้อยู่ในมือของคนข่าวอีกต่อไป เราเป็นเพียงผู้แสวงหา,ค้นคว้า, ตรวจสอบและนำเสนอข่าวสารจากแง่มุมของผู้ฝึกปรือมาทางด้านการสื่อสาร แต่เมื่อข่าวออกพ้นมือเราไปแล้ว, ข่าวชิ้นนั้นก็สามารถถูกแปรสภาพไปในรูปแบบต่าง ๆ...จนอาจจะถึงจุดที่ว่าคนทำข่าวชิ้นนี้คนเดิมไม่สามารถจะจำได้ว่าข่าวชิ้นที่เขาอ่านในเวลาต่อมาและผ่านการแสดงความเห็นหลากหลายผ่านหลายช่องทางนั้นคือเนื้องานเดิมของเขาด้วยซ้ำไป

ดังนั้น หากเราเชื่อจริง ๆ ว่าวิชาชีพแห่งสื่อนั้นคือการให้ชุมชนของเราได้รับทราบข้อมูลข่าวสารเพื่อยกระดับสติปัญญาของสมาชิกแห่งสังคม ก็ย่อมแปลว่าคนทำข่าวอาชีพจะต้องปรับวิธีคิด, วิธีทำงานและทัศนคติต่อสิ่งที่เรียกว่า "ข่าว"

ซึ่งย่อมแปลว่าเราจะต้องสามารถทำหน้าที่รายงานข่าวและบทวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ,น่าสนใจ, แม่นยำ, และเข้าถึงประเด็นมากกว่าเดิมอีกหลายขุม

และเมื่อเรายกระดับฝีมือแห่งการทำหน้าที่ของคนข่าวอาชีพที่ดีขึ้นแล้ว ผลงานของเราในโลกใหม่แห่งข่าวสารก็ย่อมหมายถึงการที่เราต้องมีปฏิสัมพันธ์อย่างเปิดกว้างและลุ่มลึกกับสาธารณชนอีกด้วย

นี่คืออีกความท้าทายหนึ่งสำหรับคนข่าววันนี้ที่ต้องการจะมีวันพรุ่งนี้ที่เจิดจรัสกว่าเดิม แทนที่จะถูกครอบงำด้วยวิตกจริตว่าคนข่าวจะรอดจากพายุแห่งความเปลี่ยนผ่านหรือไม่