Sunday, July 31, 2016

CEO กับความปั่นป่วนแห่งความเปลี่ยนแปลง

คุณอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ล่าสุด ยืนยันว่าความอยู่รอดขององค์กรในภาวะความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงนั้นจะต้อง "ปรับตัว ทำใหม่หมด"
เขาใช้คำว่า transformation ซึ่งหากจะให้ตรงความหมายจริงอาจต้องใช้คำว่า complete transformation
อันเป็นภารกิจที่หนักหน่วงยากเย็นและต้องฟันฝ่าอย่างที่ไม่เคยเห็นไม่เคยพานพบมาก่อน
คุณอาทิตย์พูดได้ตรงมาก บอกว่า "การได้มาของผลประกอบการทุกวันนี้มาด้วยการสั่งสมบุญเก่า ไม่ว่าจะเป็นฐานลูกค้าในทุกกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ดีต่อกันมานาน..."
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ธนาคารไทยพาณิชย์จึงต้องมี "กระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเอง...แต่กระบวนการนั้นจะรุนแรงรวดเร็วทันกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ สิ่งนี้คือแบบฝึกหัดที่กำลังทำกันอยู่ในองค์กร"
คำว่า "กระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเอง" อาจจะมาจากศัพท์แสงใหม่ในแวดวงผู้เกาะติดโลกดิจิตัลทุกวันนี้ นั่นคือ disruption
คำว่า disruption ผมแปลเองว่าคือ "การป่วน" ให้ของเดิมต้องเปลี่ยนอย่างรุนแรง
บางคนคิดว่าเทคโนโลยีมา disrupt จากข้างนอก จึงคอยปรับให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง แต่ความจริงการจะอยู่รอดในสถานการณ์แห่งความปั่นป่วนนั้นทุกองค์กรต้องเริ่มด้วยการ "ป่วนตัวเอง" หรือ disrupt yourself ก่อน
นั่นคือการปรับโครงสร้างการทำงาน การนิยามบทบาทหน้าที่ใหม่ของทุกคน และการเขียน job description ใหม่สำหรับทุกคนตั้งแต่ CEO ไปถึงพนักงานเดินสาร
ซึ่งเป็นงานยากที่สุด เพราะนั่นหมายถึงการยกเครื่องวัฒนธรรมทางความคิดและวิธีการทำงานโดยสิ้นเชิง
วัฒนธรรมไทยโดยพื้นฐานแล้วจะยืนอยู่คนละข้างกับการปรับเปลี่ยนอย่างหนักหน่วงเช่นนี้
เพราะความสะดวกสบายเป็นหลักคิดดั้งเดิมที่เปลี่ยนยากยิ่ง
ทุกคนอยู่ใน comfort zone ของตัวเอง การพยักหน้ารับฟังและเข้าใจว่าจะต้องเปลี่ยนไม่ได้แปลว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น
จึงน่าสนใจที่คุณอาทิตย์ในฐานะ CEO บอกว่าเขาได้เริ่มกระบวนการความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยการจัดโปรแกรมให้ผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร 20 คน รวมตัวเองเป็น 21 คน นั่งคุยกันทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงเที่ยง เป็นเวลา 100 วัน เพื่อร่วมกันสร้างข้อตกลง ปลดล็อก เปลี่ยนน็อตในองค์กรว่าจะเปลี่ยนน็อตตัวไหนก่อน จะถอดชิ้นไหนออกมา
"ความท้าทายของจุดเริ่มต้นนี้อยู่ที่ทำอย่างไรที่เมื่อตกลงกันในห้องแล้ว เมื่อผู้บริหารแต่ละส่วนเดินออกจากห้อง จะไม่กลับไปทำเหมือนเดิม ทำเท่าเดิมตามความคิดเดิม..."
คุณอาทิตย์ยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายเลย เพราะไทยพาณิชย์เป็นที่รวมของจอมยุทธ์ทั่วแผ่นดิน ยิ่งเป็นจอมยุทธ์ ยิ่งมีความเชื่อมั่นในตัวเอง
ท้ายที่สุดเป้าหมายของการปรับตัวขนานใหญ่อย่าที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ 110 ปีของไทยพาณิชย์คือ "ความอยู่รอด"
วลีเด็ดที่สะท้อนถึงความตระหนักถึงสัจธรรมโลกใหม่วันนี้ของคุณอาทิตย์ที่ต้องขีดเส้นใต้ เพราะมันใช้สำหรับทุกองค์กร ทุกหน่วยงานและคนทำงานทุกวิชาชีพวันนี้คือ
"สถานการณ์ ณ ขณะนี้ไม่ได้บอกว่าถ้าเราทำกำไรสูงสุดได้ทุกปี เราจะอยู่รอด..."
 

Saturday, March 5, 2016

No readers, No money, No ideas

ภาพบรรยากาศอันแสนเศร้าในกองบรรณาธิการของ Chicago Daily News เมื่อประกาศปิดกิจการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 1978
เหตุเกิดเมื่อ 38 ปีก่อน ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ไม่มีอินเตอร์เน็ท ไม่มี iPhone, iPod หรือ iPad ไม่มีมือถือ แต่ยอดขายหนังสือพิมพ์ร่วงหล่นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้คนโยกย้ายไปอยู่นอกเมือง รถส่งหนังสือไปไม่ถึงตอนเช้า กว่าจะถึงก็บ่ายแล้ว คนอเมริกันตอนนั้นดูทีวีตอนบ่าย หนังสือพิมพ์มาช้าก็เลิกอ่าน
หนึ่งในนักข่าวสมัยนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่วันนี้ Alan Mutter เขียนในบล็อก Newsosaur ว่า
"เมื่อคนอ่านย้ายไปนอกเมืองและหนังสือพิมพ์ส่งไม่ทันตอนเช้า, ยอดคนอ่านก็ตก เราเปลี่ยนผู้บริหาร แต่ยอดขายก็ยังตกต่อเนื่อง เราปรับเปลี่ยนหน้าตาของหนังสือพิมพ์ ยอดขายก็ยังร่วงต่อ เราปรับเนื้อหาหลาย ๆ ด้าน แต่ยอดขายก็ยังหดหายไม่หยุดยั้ง...ในที่สุด ก็ไม่มีอะไรเหลือให้ทำได้ คนตกงานประมาณ 300 และเมืองชิคาโกก็สูญเสียหนังสือพิมพ์ชั้นนำฉบับหนึ่งไป..."


เขาสรุปว่า

This is what happens when you run out of
readers, revenues and ideas all at the same time

 
 
 
นี่คือโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อคุณไร้ซึ่งคนอ่าน, ไร้ซึ่งรายได้, และไร้ซึ่งความคิดที่จะแก้วิกฤต...พร้อม ๆ กัน





Sunday, February 21, 2016

เมื่อ New Yorker ทำ TV

The New Yorker Presents เป็นรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาของนิตยสารรายสัปดาห์ชื่อดังยาวนานมา 90 ปีผ่านสารคดีร่วมมือกับ Amazon Prime Video
ทุกตอนของ New Yorker Presents เดินเรื่องเสมือนเป็นนิตยสารวีดีโอ มีทั้งสารคดีสั้น, การ์ตูน, คลิบหนึ่งนาที, บทกวี, และเรื่องสั้น/นิยายซึ่งเป็นจุดขายของนิตยสารฉบับนี้มาช้านาน
เป้าหมายที่วางเอาไว้คือการสร้างความสนใจให้คนมาอ่าน New Yorker มากขึ้น และ Amazon Prime Video ก็หวังจะได้คนดูสร้างรายได้จากการ livestreaming
ภายใต้หัวข้อยาวเหยียด "The New Yorker on Amazon Isn't just TV. It's a Whole New Kind of Magazine" บทความในนิตยสารเองก็บอกว่า Like many publications today, The New Yorker is experiemnting ways of telling stories to reach a broader audience as the number of options available to that audience grows, thanks in no small part to streaming services like Amazon Prime.
แปลว่าเขากำลังทดลองวิธีการต่าง ๆ เพื่อการ "เล่าเรื่อง" ให้คนจำนวนมากขึ้นในขณะที่มีทางเลือกให้กับผู้บริโภคหลากหลายเพิ่มเติม และหนึ่งในบริการใหม่ ๆ นั้นก็คือบริการสตรีมมิ่งของ Amazon Prime นี่เอง
การปรับตัวอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการสร้างเนื้อหาเป็นสารคดีย่อมต้องการการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ตั้งแต่นักเขียน, บรรณาธิการ, ผู้กำกับ, ผู้สร้างหรือ producers
รวมไปถึงผู้เขียนบทที่มีความชำนาญแปรเนื้อหาตัวหนังสือเป็นภาพเคลื่อนไหวที่สามารถตรึงความสนใจของผู้คนในยุคดิจิตัลที่มีสมาธิสั้นลงและชีวิตประจำวันที่ถูกยื้อแย่งโดยเนื้อหาทางมือถือตลอดเวลา
ทำให้ผมต้องพิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างหน้าที่ของ Editor กับ Product Manager ที่สื่อบางแห่งในอเมริกาต้องตั้งขึ้นใหม่เพื่อวางแนวทางการนำเสนอเนื้อหาจากสื่อดั้งเดิมมาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้คนที่ปรับเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา
บรรณาธิการน้อยคนจะสามารถสวมบทเป็น "ผู้บริหารโครงการ" ในกองบรรณาธิการได้...บ่อยครั้งแม้ชื่อตำแหน่ง Product Manager ในฝ่ายข่าวก็จะถูกต่อต้านด้วยซ้ำเพราะความไม่เคยชินของคนข่าวรุ่นเก่าที่จะไม่ยอมให้มีคำว่า "บริหาร" หรือ "จัดการ" มาป้วนเปี้ยนอยู่ใน "คอก" ดั้งเดิมของคนข่าวด้วยซ้ำ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แต่ในภาวะของความเปลี่ยนแปลงหนักหน่วงรุนแรงเช่นนี้ไม่มีกฎกติกามารยาทข้อใดที่ไม่ถูกท้าทาย...ยกเว้น

Sunday, February 14, 2016

ข่าวดีสำหรับคนมี Phablets: ระหว่าง Smartphones กับ Tablets

คำนี้มาใหม่ Phablets เป็นการผสมผสานระหว่าง Smartphones กับ Tablets มีจอกว้างระหว่าง 5-7 นิ้ว ว่ากันว่าคนที่ใช้ Phablets มักจะใช้บริโภคข่าวมากกว่าคนที่ใช้มือถือขนาดมาตรฐานปกติ
ผลสำรวจของ Donald W. Reynolds Journalsim Instititute ที่ทำผ่านมือถือบอกว่า 47% ของคนที่มี Phablets บอกว่าบริโภคข่าว "บ่อย" ถึง "บ่อยมาก" เปรียบเทียบกับ 23% ของคนที่ใช้ Smartphone ขนาดปกติ
ที่น่าสนใจคือ 7 ใน 10 คนที่เป็นเจ้าของ Phablets มีอายุระหว่าง 25 ถึง 34 บอกว่าพวกเขาเช็คข่าว "บ่อย" ถึง "บ่อยมาก" และ 81% ยืนยันว่าทุกวันจะใช้เวลามากกว่า 20 นาทีในการบริโภคข่าวผ่านมือถือขนาดกลางนี้ และ 33% ใช้เวลาเพื่อการนี้วันละเกินหนึ่งชั่วโมง
 

Saturday, December 5, 2015

"หมาเฝ้าบ้าน" ต้องไม่ใช่ "หมาหมู่" หรือ "หมาหิว"

คำแนะนำของผมสำหรับคนข่าวรุ่นใหม่คือจะต้อง "สร้างความแตกต่าง" ให้ผู้ติดตามเชื่อว่า "คุณหาเนื้อหาที่มีคุณภาพเช่นนี้ได้จากที่นี่เท่านั้น" เพราะในโลกดิจิตัลที่มี "ข่าวทั่วไปล้นเอ่อทุกนาที," คนข่าวที่สร้างความโดดเด่นและเป็นมืออาชีพอย่างจริงจังเท่านั้นจึงจะมีที่ยืนอย่างมั่นคงได้
ต้องกลับไปสู่พื้นฐานของการเขียนข่าวกระชับชัดเจน, ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา, Get it first, but first get it right! ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เป็นข่าว, รักษาจริยธรรมต่อผู้เป็นข่าวและแหล่งข่าว, หมั่นฝึกซ้อม "จมูกข่าว" ให้ว่องไว่แม่นยำเพื่อทำหน้าที่ "หมาเฝ้าบ้าน" ที่มีคุณภาพ ไม่กลายเป็น "หมาหมู่" ที่แห่ตามกระแสอย่างไร้หลักการ, และไม่เป็น "หมาหิว" ที่กระโดดเข้างับเนื้อที่ผู้หวังผลประโยชน์โยนมาให้
คุณภาพของคนข่าวทุกวันนี้โดยเฉลี่ยแล้วหดตัวลงเพราะไม่มีการสร้างคนข่าวที่มีคุณภาพมาทดแทนที่หายไป ไม่ฝึกฝนให้มีความคล่องตัวในยุคโซเชียลมีเดียที่มีมากกว่าเพียงแต่เล่น Facebook และ Twitter กับ Instagram โดยไม่ได้ใช้เครื่องมือเหล่านี้เสริมให้ทำรายงานสืบสวนสอบสวนให้รอบด้านและเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของสังคม
พูดเฉพาะในวงการทีวี แต่ก่อนมีฟรีทีวี 6 ช่อง มีคนข่าวทั้งหน้าจอและหลังจอจำนวนหนึ่ง วันนี้มีดิจิตัลทีวี 22 ช่อง แต่คุณภาพของคนข่าวเท่าเดิม
แต่ก่อนคุณภาพเฉลี่ยของคนข่าวหารด้วย 6 วันนี้หารด้วย 22
ซึ่งแปลว่าคุณภาพเฉลี่ยของคนข่าวลดทอนลงไปอย่างน่ากังวลยิ่ง
การแข่งขันทำเรตติ้งส์ทำให้เกิดการแก่งแย่งกันไปทางลดคุณภาพ มุ่งหาดราม่าและเนื้อหาตามกระแส เอาใจเฉพาะคนสมาธิสั้น ไม่สนใจสร้างเนื้อหาลุ่มลึกและเจาะลงไปในเรื่องราวที่มีความสำคัญต่อสังคม
ถามว่าแข่งกันหรือไม่? ตอบว่ายังแข่งกันอยู่แต่แข่งกันว่า "ใครจะเน่ากว่าใคร?"
หน้าที่ของคนข่าวที่ดีคือการแยก "สาระ" จาก "กระพี้"
ทุกวันนี้ก็มีการแยกสาระจากกระพี้...แต่เมื่อแยกแล้วก็เก็บสาระใส่ลิ้นชัก นำเสนอเฉพาะกระพี้
จึงเป็นที่มาของสภาพ "วิกฤตของคนข่าว" ทุกวันนี้
 
 
 
 

เมื่อ New York Times เอาบทนำขึ้นหน้าหนึ่งครั้งแรกใน 95 ปี

เป็นครั้งแรกใน 95 ปีที่ New York Times ตีพิมพ์ "บทบรรณาธิการ" ขึ้นหน้าหนึ่งซึ่งปกติจะเป็นเนื้อหาข่าวที่ไม่มีความเห็นแต่อย่างไร
แต่เช้าวันนี้ (เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2015) ล้อมกรอบด้านซ้าย "The Gun Epidemic" ใช้ภาษาดุดันวิพากษ์นักการเมืองและกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่ยังยอมให้คนซื้อหาอาวุธปืนได้อย่างง่ายดายเพื่อไปสร้างเหตุการณ์กราดยิงที่ทำให้คนตายและบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดที่มีการยิงกันที่แคลิฟอร์เนีย ตาย 14 คนนั้นเป็นความรุนแรงลักษณะนี้ครั้งที่ 355 ในปีนี้แล้ว ยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของระบบการเมืองสหรัฐฯที่ไม่สามารถจะแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ได้
บรรณาธิการ NYT บอกว่าเพราะเรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องปรับนโยบายโดยยอมให้มี Page One Editorial เพื่อย้ำความรุนแรงของปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้
ครั้งสุดท้ายที่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ขึ้นความเห็นหน้าหนึ่งหรือเมื่อปี ค.ศ. 1920 ครั้งนั้นเป็นการแสดงจุดยืนต่อต้านการที่พรรครีพับบลิกันเสนอชื่อให้นาย Warren Harding เป็นตัวแทนพรรคในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี
หลังจากนั้น แม้บรรณาธิการจะต้องการสนับสนุนหรือคัดค้านผู้สนัครตำแหน่งประธานาธิบดีคนไหน, บทความเห็นนั้นก็จะปรากฏในหน้าบทนำหรือ Editorial Page หรือหน้า Op-Ed (Opposite the Editorial Page) เท่านั้น
ครั้งนี้ปัญหา Gun Control หนักหน่วงถึงขั้นที่ต้อง "กระทุ้ง" นักการเมืองด้วยการเอาบทนำขึ้นหน้าแรก
บรรณาธิการบอกว่า "แม้นี่จะเป็นยุคดิจิตัล แต่การเสนอความเห็นในเรื่องสำคัญต่อประเทศชาติที่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ยังสามารถสร้างพลังแห่งมติมหาชนได้..."
"ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของชีวิตประชาชนแล้วไม่ใช่หรือ?" บก. ถาม

Saturday, October 3, 2015

Comments คนอ่านก็คือ Content ของสื่อ

คนทำสื่อมองความเห็นของคนอ่านและผู้ชมผู้ฟังที่ผ่านเข้ามาทาง social media อย่างไร?
ถ้าถาม Bassey Etim ที่มีตำแหน่งเป็น "community editor" ของ New York Times ก็จะได้คำตอบที่น่าสนใจว่าต่อแต่นี้ไปคนทำสื่อในยุคดิจิตัลจะต้องถือว่า readers' comments มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเนื้อหาที่ผลิตโดยกองบรรณาธิการของสื่อเอง
ทั้งนี้เพราะคนที่แสดงความเห็นทุกวันนี้มีความหลากหลายและมีความรู้กับประสบการณ์ไม่น้อยไปกว่าคนทำสื่อเองโดยเฉพาะในภาวะที่สื่อส่วนใหญ่จำเป็นต้องลดจำนวนคนข่าวและคนสร้างเนื้อหาต่าง ๆ อันเกิดจากแรงกดดันของเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างรายได้
การบริหาร comments จากข้างนอกสู่ห้องข่าวจึงมีความสำคัญ เพราะปัญหาที่คนทำสื่อเผชิญก็คือความเห็นที่ไหลเทเข้ามาจะต้องได้รับการกลั่นกรองและตรวจสอบ ตำแหน่ง community editor หรือ engagement editor จึงมีความสำคัญในการทำหน้าที่สื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์กับ commentators ที่มาจากทุกสารทิศด้วยภูมิหลังและวาระส่วนตัวที่ต่างกัน
นี่คืออีกหนึ่งความท้าทายสำหรับคนทำสื่อที่ยังตกอยู่ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงอันหนักหน่วง และยังไม่มีใครมีสูตรแห่งความสำเร็จที่พอจะเป็นแนวทางสำรับทุกสื่อได้